แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เลสิค แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เลสิค แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2558

ประโยชน์ของหน่อไม้ฝรั่ง Health Benefits of Asparagus

ขอบคุณภาพประกอบจาก relish.com
ประโยชน์ของหน่อไม้ฝรั่ง 
Health Benefits of Asparagus

หน่อไม้ฝรั่ง (Asparagus) อุดมด้วยซัลเฟอร์ (Sulfur) ช่วยบำรุงสายตา และรักษาสายตาให้เป็นปกติ และมีเบตา-แคโรทีน (อังกฤษ: β-carotene) เป็นสารตั้งต้นของ วิตามินเอ (โปรวิตามินเอ) มีบทบาทสำคัญในการรักษาสุขภาพและเพิ่มระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง ทั้งนี้ โดยปกติร่างกายของมนุษย์เราสามารถเปลี่ยนเบตา-แคโรทีนไปเป็นวิตามินเอได้ตามปริมาณที่ร่างกายต้องการ นอกจากนี้ยังทำหน้าที่เสมือนเป็นสารต้านอนุมูลอิสระด้วย

ช่วยบำรุงสุขภาพของดวงตา

เบตา-แคโรทีน เมื่อโดนย่อยสลายที่ตับแล้วจะได้วิตามินเอ ซึ่งร่างกายนำไปใช้สร้างสารโรดอปซินในดวงตาส่วนเรตินา ทำให้ตามีความสามารถในการมองเห็นในตอนกลางคืนได้ และยังลดความเสื่อมของเซลล์ของลูกตา ลดความเสี่ยงต่อการเป็นต้อกระจกด้วย
ข้อมูลเพิ่มเติม : วิตามินเอ/เบตา-แคโรทีน
http://th.wikipedia.org/wiki/วิตามินเอ

หน่อไม้ฝรั่ง (Asparagus)

“หน่อไม้ฝรั่ง” หรือ “แอสพารากัส” (Asparagus) เป็นพืชพื้นเมืองแถบยุโรปและมีทั้งชนิดที่เป็นหน่อสีเขียว หน่อสีขาว และหน่อสีม่วงเป็นผักที่ทานอร่อย กรุบกรอบ มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว สามารถนำไปทำปรุงเป็นอาหารได้หลากหลาย ซึ่งนอกจากจะมีรสชาติอร่อยแล้ว หน่อไม้ฝรั่งยังอุดมไปด้วยคุณค่าทางสารอาหารมากมาย ที่มีประโยชน์ของแอฟริกา แหล่งที่นิยมปลูกกันมากในประเทศไทยจะอยู่แถว ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี ราชบุรี ชลบุรี และนนทบุรี

หน่อไม้ฝรั่งมี 3 ชนิดคือ หน่อขาว หน่อเขียว และหน่อสีม่วง

- หน่อขาว จะเก็บหน่อที่โผล่พ้นดินขึ้นมาประมาณ 1 เซนติเมตร แล้วคุ้ยดินโดยรอบหน่อออก ใช้มีดตัดตรงโคนหน่อ นิยมนำไปทำหน่อไม้ฝรั่งบรรจุกระป๋องหรือครีมซุป เป็นต้น

- หน่อเขียว ที่เรานิยมกินกันนั่นเอง จะเก็บเกี่ยวก็ต่อเมื่อหน่ออ่อนแทงพ้นดินมาประมาณ 15-22 เซนติเมตร

- หน่อสีม่วง

สิ่งที่อยู่เหนือความอร่อยของหน่อไม้ฝรั่งคือ หน่อไม้ฝรั่งเป็นแหล่งของกลูตาไทโอน [glutathione] ซึ่งเป็นสารต่อต้านการเกิดมะเร็ง โดยสารนี้มีมากในผักใบเขียว หน่อไม้ฝรั่งและผลอโวคาโด
ข้อมูลเพิ่มเติม : มูลนิธิหมอชาวบ้าน
http://www.doctor.or.th/article/detail/5633
     
สารอาหารที่พบในหน่อไม้ฝรั่ง

มีทั้ง โปรตีน แร่ธาตุต่างๆ เช่น สังกะสี ทองแดง ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม เซเลเนียม โฟลาซิน และกากใยมาก อุดมไปด้วยวิตามินหลากหลาย มีวิตามินซี วิตามินบี ทั้งบี 1 บี 2 บี 3 และบี 6 วิตามินเค วิตามินบี วิตามินเอ โฟเลต มีสารกลูตาไธโอน มีปริมาณเกลือต่ำมาก และไม่มีไขมันหรือโคเลสเตอรอล
     
คุณประโยชน์ของหน่อไม้ฝรั่ง

ผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก หรือผู้ที่เป็นเบาหวาน เหมาะที่จะกินหน่อไม้ฝรั่งเพราะมีปริมาณของคาร์โบไฮเดรต แครอรี่ และไขมันต่ำ แล้วยังช่วยขับปัสสาวะ ลดกรดในลำไส้ ให้พละกำลัง และบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งสดชื่น
ข้อมูลเพิ่มเติม : Food - Manager Online
http://www.manager.co.th/travel/ViewNews.aspx?NewsID=9560000113791

ข้อมูลเพิ่มเติม : Health Guidance
http://www.healthguidance.org/entry/12238/1/Health-Benefits-of-Asparagus.html

Health Benefits of Asparagus

It is also good for the eyes and it avoids you from being a victim of cataract, which is an eye problem seen in many people as they age. It is just because of the presence of glutathione and anti-oxidants.

ข้อมูลเพิ่มเติม : SFGate
http://healthyeating.sfgate.com/health-benefits-broccoli-spinach-asparagus-2361.html

Improved Vision

Spinach is a leafy green vegetable that contains a substance called lutein. Lutein helps strengthen the eyes and reduces the risk of macular degeneration and cataracts, according to the North Dakota State University. Macular degeneration occurs when the center point of vision becomes compromised. Broccoli, spinach and asparagus also contain relatively high amounts of vitamin A, an antioxidant vitamin that also is beneficial for eyesight. Spinach contains more than 9,300 international units per 100-gram serving, which is well over 100 percent of the recommended daily intake. Create a vitamin A-packed side dish by sauteing broccoli, spinach, asparagus and carrots together.

"HkVogue Thailand" http://buff.ly/1GR2YNk
Contact : Willy Tel. 093 649 2288
email : hkvoguethailand@gmail.com

วันพุธที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

คุณค่าทางโภชนาการของน้ำผึ้ง Nutritional Value of Honey by LASIK HEALTHY EYES

ขอบคุณภาพประกอบจาก hdwallpapers.org
คุณค่าทางโภชนาการของน้ำผึ้ง
Nutritional Value of Honey.

น้ำผึ้ง (Honey) คือ น้ำหวานที่ผึ้งเก็บมาจากต่อมน้ำหวานของดอกไม้ (nectar) แล้วนำมาเก็บไว้ในหลอดรวงผึ้ง จากนั้น น้ำผึ้ง จะค่อย ๆ บ่มตัวเองจนได้ระดับที่เหมาะสมกับการเก็บรักษา ผึ้งงานก็จะปิดฝาหลอดรวง เราเรียก น้ำผึ้ง นี้ว่า "น้ำผึ้งสุก" เป็นน้ำผึ้งที่ได้มาตรฐาน คือมีน้ำอยู่ไม่เกิน 20 เปอร์เซ็นต์ มีส่วนผสมของน้ำตาบกลูโคสและฟรุกโตส ไม่มีการแยกสี ไม่แยกชั้น ไม่เกิดตะกอนและน้ำผึ้งที่ดีจะต้องมาจากกระบวนการผลิตจนถึงบรรจุภัณฑ์ที่ดีและได้มาตรฐานอีกด้วย

น้ำผึ้ง (Honey) เป็นอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตที่ให้พลังงานสูง ทั้งนี้เนื่องจาก น้ำผึ้ง ประกอบด้วยน้ำตาลย่อยง่ายถึง 70% เช่น น้ำตาลฟลุกโตส กลูโคส มอลโทส ซึ่งเป็นน้ำตาลบริสุทธิ์และปราศจากเชื้ัอโรค เพราะจุลินทรีย์ไม่สามารถอาศัยอยู่ใน น้ำผึ้ง ได้ นอกจากนี้ยังมีโปรตีน แร่ธาตุ กรด และส่วนประกอบอื่น ๆ

น้ำผึ้ง (Honey) ได้ความหวานจากมอโนแซ็กคาไรด์ ฟรุกโทสและกลูโคส และมีความหวานประมาณเทียบได้กับน้ำตาลเม็ด น้ำผึ้งมีคุณสมบัติทางเคมีที่ดึงดูดในการอบ และมีรสชาติพิเศษซึ่งทำให้บางคนชอบน้ำผึ้งมากกว่าน้ำตาลและสารให้ความหวานอื่น ๆ  จุลินทรีย์ส่วนมากไม่เจริญเติบโตในน้ำผึ้งเพราะมีค่าแอกติวิตีของน้ำต่ำที่ 0.6

น้ำผึ้ง (Honey) ยังมีสารประกอบหลายชนิดในปริมาณน้อยซึ่งคาดกันว่าทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ รวมถึงไครซิน พิโนแบค์ซิน วิตามินซี คาตาเลสและพิโนเซมบริน

องค์ประกอบที่เจาะจงของน้ำผึ้งแต่ละกลุ่มนั้นขึ้นอยู่กับดอกไม้ที่ผึ้งใช้ผลิตน้ำผึ้ง

คุณค่าทางโภชนาการต่อ 100 ก. (3.5 ออนซ์)
- พลังงาน 300 kcal   1270 kJ
- คาร์โบไฮเดรต     82.4 g
- น้ำตาล  82.12 g
- เส้นใย  0.2 g
- ไขมัน 0 g
- โปรตีน 0.3 g
- น้ำ 17.10 g
- วิตามินบี2  0.038 mg   3%
- ไนอะซิน  0.121 mg   1%
- วิตามินบี5  0.068 mg 1%
- วิตามินบี6  0.024 mg 2%
- กรดโฟลิก (B9)  2 μg 1%
- วิตามินซี  0.5 mg 1%
- แคลเซียม  6 mg 1%
- ธาตุเหล็ก  0.42 mg 3%
- แมกนีเซียม  2 mg 1%
- ฟอสฟอรัส  4 mg 1%
- โพแทสเซียม  52 mg   1%
- โซเดียม  4 mg 0%
- ธาตุสังกะสี  0.22 mg 2%
Shown is for 100 g, roughly 5 tbsp.
100 กรัม ประมาณ 5 ช้อนโต๊ะ ร้อยละของปริมาณที่ต้องการในแต่ละวัน
สำหรับผู้ใหญ่ที่แนะนำในสหรัฐอเมริกา
แหล่งที่มา: USDA Nutrient database

ประโยชน์ของน้ำผึ้ง

น้ำผึ้ง (Honey) มีส่วนผสมของน้ำตาลและสารประกอบอื่นๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นฟรุกโทสกับกลูโคส และมีวิตามินและแร่ธาตุผสมอยู่ด้วย เช่น วิตามินเอ วิตามินบี2 วิตามินบี3 วิตามินบี5 วิตามินบี6 กรดโฟลิก วิตามินซี ธาตุแคลเซียม ธาตุแมกนีเซียม ธาตุโซเดียม ธาตุโพแทสเซียม ธาตุฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก ธาตุทองแดง ธาตุสังกะสี เป็นต้น สำหรับสารประกอบอื่นๆที่มีอยู่ในปริมาณเพียงน้อยนิดนั้นจะเป็นสารที่ทำหน้าที่ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระเป็นหลัก

ประโยชน์จากน้ำผึ้งต่อสุขภาพ

- ช่วยรักษาอาการตาอักเสบจากการติดเชื้อ เช่น กระจกตาอักเสบ เยื่อตาอักเสบ เป็นต้น
- ช่วยให้ผ่อนคลายจากความเหน็ดเหนื่อย อ่อนเพลีย ทำงานหนัก หรือการอดนอน เป็นต้น
- ช่วยเสริมสร้างสุขภาพให้แก่ผู้ป่วยระยะพักฟื้น และผู้สูงอายุ
- ช่วยบำรุงประสาทและสมองให้สดชื่นแจ่มใส
- ช่วยระงับประสาท อาการหงุดหงิด นอนไม่หลับ
- ช่วยบรรเทาอาการไอ และหวัด
- ช่วยลดกรดในกระเพาะอาหาร และช่วยย่อยอาหาร
- แก้โรคโลหิตจาง เนื่องจากใน น้ำผึ้ง มีธาตุเหล็กที่เป็นองค์ประกอบของฮีโมโกลบิน จึงมีส่วนช่วยเพิ่มเม็ดเลือดแดง
- ช่วยแก้ความดันโลหิตสูง
- ช่วยเพิ่มความสดชื่นให้แก่ร่างกาย
- มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอวัย
- ช่วยลดและป้องกันการเกิดริ้วรอยแห่งวัย
- ช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งสดใส ดูมีน้ำมีนวลเป็นธรรมชาติ
- ช่วยบำรุงสมอง ช่วยในเรื่องของความจำ
- ช่วยปกป้องผิวจากรังสี UV และช่วยเสริมสร้างเซลล์ผิวหนัง
- น้ำผึ้งเป็นยาอายุวัฒนะ
- ช่วยให้ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงต้านทานโรคต่างๆได้ดี
- ช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตในวัยเด็ก
- ช่วยเพิ่มพลังงานให้แก่ร่างกาย
- ช่วยในควบคุมน้ำหนักและลดความอ้วน
- ช่วยลดการอักเสบของบาดแผล
- ช่วยป้องกันการติดเชื้อของบาดแผลและช่วยให้แผลหายเร็ว
- ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียและต่อต้านจุลินทรีย์ เป็นต้น

TIP

วิธีเลือกน้ำผึ้งแท้

ปัจจุบันผู้ผลิตบางรายมักใส่สารแปลกปลอมลงในน้ำผึ้ง การตรวจจับด้วยเทคนิคด่าง ๆ จึงเป็นเรื่องยาก นอกจากตรวจสอบในห้องปฏิบัติการเท่านั้นซึ่งมีราคาแพงและค่อนข้างยุ่งยาก วิธีที่ดีที่สุดคือควรซื้อน้ำผึ้งจากผู้ขายที่เชื่อใจได้ หรือมิฉะนั้นต้องใช้สายตาประเมินคุณภาพดังต่อไปนี้

1. ต้องมีความข้นและหนืดพอสมควร แสดงให้เห็นว่าใน น้ำผึ้ง มีน้ำเป็นส่วนประกอบน้อย เป็น น้ำผึ้ง ที่มีคุณภาพสูง
2. มีสีตามธรรมชาติ ตั้งแต่สีเหลืองอ่อนไปจนถึงสีน้ำตาล ใส และไม่ขุ่นทึบ
3. กลิ่นของ น้ำผึ้ง หอมตามชนิดของดอกไม้นั้น ๆ เช่น น้ำผึ้ง จากดอกลำไย น้ำผึ้ง จากดอกลิ้นจี่ เป็นต้น
4. น้ำผึ้ง ที่ดีต้องปราศจากกาก ไขผึ้ง หรือเศษตัวผึ้ง รวมทั้งวัสดุแขวนลอยต่าง ๆ ปะปน
5. ต้องไม่มีกลิ่นบูดเปรี้ยว และไม่มีฟอง
6. ต้องไม่มีการใส่สารปรุงแต่งสี กลิ่น รส
7. ทอลองโดยการหยด น้ำผึ้ง ใส่กระดาษไข ถ้าเป็นของแท้จะไม่ซึม
8. ทดสอบโดยการหยด น้ำผึ้ง ลงในแก้วน้ำชา สังเกตการละลาย ถ้าหากเป็น น้ำผึ้ง แท้เมื่อคนให้เข้ากันจะไม่ละลายในทันที

น้ำผึ้งเก็บอย่างไรให้ถูกต้อง

1. เก็บในภาชนะบรรจุอาหารที่สะอาด
2. เก็บในอุณหภูมิห้องและไม่ให้แสงแดดส่องถึง
3. น้ำผึ้งที่เก็บมาจากรังใหม่ ๆ มีคุณค่าทางอาหารสูงกว่าน้ำผึ้งเก่าหรือน้ำผึ้งที่เก็บไว้เป็นเวลานาน ๆ

การเก็บน้ำผึ้งไว้นานเกินไป จะทำให้น้ำผึ้งมีสีเข้มจนออกเป็นสีดำ ยิ่งถ้าเก็บไว้ในที่ที่มีอากาศร้อนด้วยแล้วจะยิ่งมีสีดำเร็วขึ้น เพราะมีสาร HMF สูง สารเอชเอ็มเอฟ คือ ชื่อย่อของสารเคมีที่มีชื่อว่า (hydroxy methylfur furaldehyde) ซึ่งเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา จนเกิดปฏิกิริยาเคมีของการย่อยสลาย น้ำตาลฟรุกโตส ในน้ำผึ้ง ความร้อนและแสงแดดจะเป็นตัวเร่งให้ปฏิกิริยานี้ให้เกิดเร็วขึ้น

ดังนั้นจึงควรเก็บน้ำผึ้งไว้ในที่มืดและเย็น แต่ไม่จำเป็นต้องเก็บไว้ในตู้เย็น อย่างไรก็ตาม สารเอชเอ็มเอฟในน้ำผึ้งนี้จะมีปริมาณน้อยมาก ไม่ค่อยมีอันตรายต่อผู้บริโภคหากจะบริโภคน้ำผึ้งสีเข้มจนเกือบดำ

โดยทั่วไปน้ำผึ้งจะเก็บได้นานประมาณ 1-2 ปี หากเก็บไว้นานกว่านี้ สี กลิ่น รส ก็จะเปลี่ยนไปที่เห็นชัดคือน้ำผึ้งจะมีสีน้ำตาลเข้มจนดำ

ข้อควรระวังในการใช้น้ำผึ้ง

แม้น้ำผึ้งจะมีประโยชน์มากมาย แต่ก็ใช่ว่าจะใช้ได้กับทุกคน บุคคลที่มีปัญหาสุขภาพต่อไปนี้ ไม่ควรดื่มน้ำผึ้ง

1. คนที่เป็นโรคเบาหวาน ควรปรึกษาแพทย์ก่อน แต่หากอยู่ในระดับที่ยังสามารถกินอาหารรสหวานได้บ้างเล็กน้อย การใช้ น้ำผึ้ง ใส่ในอาหารและเครื่องดื่มก็เป็นการดีกว่าการใช้น้ำตาล
2. คนที่มักมีอาการอาหารไม่ย่อย และอาเจียนบ่อยๆ
3. ไม่ควรให้เด็กอายุน้อยกว่า 1 ขวบดื่มน้ำผึ้ง เพราะในน้ำผึ้งอาจมี สปอร์ของเชื้อคลอสตริเดียมโบทูลินัม ปนเปื้อนอยู่ ซึ่งเชื้อนี้จะเจริญเติบโตได้ ในทางเดินอาหารของเด็กเล็ก ทำให้เกิดสารพิษที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ กรณีดังกล่าวนี้แม้จะเกิดขึ้นไม่บ่อย แต่ระมัดระวังป้องกันไว้ก่อนย่อมปลอดภัยกว่า
4. ผู้ป่วยบางรายที่ไม่แนะนำให้กิน น้ำผึ้ง แบบเข้มข้นโดยที่ไม่ผสมอะไรเลย เช่น ผู้ที่มีอาการดีพิการ (มีอาการตัวเหลืองตาเหลือง) ผู้ที่มีเสมหะพิการ (มีเสมหะมาก และมีภาวะโรคปอดแทรก) และผู้ที่มีน้ำเหลืองเสีย มีฝีพุพอง ตุ่มหนอง ต่าง ๆ
5. บางครั้งน้ำผึ้งอาจจะได้มาจากน้ำหวานของเกสรดอกไม้ที่เป็นพิษ เช่น น้ำหวานจากดอกของต้นตาตุ่มทะเล ซึ่งเป็นไม้ชายเลนที่มีพิษ เมื่อกินเข้าไปจะทำให้ท้องเดิน

ดังนั้นก่อนซื้อน้ำผึ้งที่หาบเร่ขาย หรือขายอยู่ริมทาง ควรสอบถามถึงที่มาของน้ำผึ้งให้ละเอียด เพื่อหลีกเลี่ยงพิษภัยที่อาจเกิดขึ้นได้

ข้อมูลเพิ่มเติม :-

Balance the 5 elements : 

Honey has been used in ayurvedic medicine in India for at least 4000 years and is considered to affect all three of the body’s primitive material imbalances positively. It is also said to be useful useful in improving eyesight, weight loss, curing impotence and premature ejaculation, urinary tract disorders, bronchial asthma, diarrhea, and nausea.
Thanks English Info From : Real Food For Life
http://goo.gl/98GYZh

Nutritional facts of honey : 

Honey is a combination of sugars and some other compounds. Mainly it contains fructose, glucose, maltose, carbohydrates and a small amount of vitamins, minerals and amino acids. Vitamins such as Thiamin, Niacin, Pyridoxine (B6) and minerals like Calcium, Copper, Iron, Magnesium, Manganese, Phosphorus, etc believed to work as antioxidants. The precise composition of honey depends on the type of flowers bees use for honey manufacturing.

For good eye sight :

2 teaspoons of honey should be mixed with carrot juice and consumed on a regular basis. It is especially beneficial for persons who spend long hours before the computer.
Thanks Info From : Read And Digest
http://goo.gl/9EToRa

ข้อมูลอ้างอิง

น้ำผึ้ง : จากวิกิพีเดีย
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%9C%E0%B8%B6%E0%B9%89%E0%B8%87
ข้อมูลสุขภาพ มูลนิธิหมอชาวบ้าน
http://www.doctor.or.th/article/detail/1646
7 Amazing Benefits And Uses Of Honey : StyleCraze
http://www.stylecraze.com/articles/7-benefits-and-uses-of-honey/
Honey: Nutritioinal Facts & Health Benefits
http://readanddigest.com/health-benefits-of-honey/
For Your Eyes Only…: Read And Digest
http://readanddigest.com/how-to-take-care-of-your-eyes/
หลากประโยชน์ที่เราอาจมองข้าม จากน้ำผึ้ง : Pooyingnaka.com
http://www.pooyingnaka.com/content/content.php?No=3664
น้ำผึ้ง - ผึ้งบำบัด - Google Sites
https://sites.google.com/site/powerofbee/apitherapy-products/honey
กว่าจะเป็นน้ำผึ้ง : กรมส่งเสริมการเกษตร
http://www.aopdb03.doae.go.th/KM/best%20bee.htm
10 Health Benefits of Honey : Real Food For Life
http://realfoodforlife.com/health-benefits-of-honey/
คุณค่าของน้ำผึ้ง : Regional Information Service Centre for South East Asia on Appropriate Technology (RISE-AT)
http://www.ist.cmu.ac.th/riseat/nl/2003/02/07.php

"HkVogue Thailand" http://buff.ly/1GR2YNk
Contact : Willy Tel. 093 649 2288
email : hkvoguethailand@gmail.com

วันอังคารที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ประโยชน์ของกะหล่ำปลีต่อสุขภาพ The Health Benefits of Cabbage by LASIK HEALTHY EYES

ขอบคุณภาพประกอบจาก wordenfarm.com
ประโยชน์ของกะหล่ำปลีต่อสุขภาพ
The Health Benefits of Cabbage.

กะหล่ำปลี หรือ กะหล่ำใบ หรือ กะหล่ำปลีเขียว (Cabbage) เป็นชื่อไม้ล้มลุก ภาษาอังกฤษ "Cabbage " มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Brassica oleracea L. var. capitata ในวงศ์ Cruciferae มีสัณฐานกลม ส่วนใหญ่ที่เราเห็นๆกันกะหล่ำปลีจะมีสีเขียว แต่สีอื่นๆก็มีเช่นกัน เช่น ขาว ม่วง และสีแดง โดยมีถิ่นกำเนิดอยู่แถบเมดิเตอเรเนียน และภายหลังได้แพร่กระจายทั่วไป

กะหล่ำปลีแบ่งลักษณะทางพฤกษศาสตร์ออกเป็น 3 ชนิด คือ

กะหล่ำปลีมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Brassica oleracea var. capitata Linn. อยู่ในตระกูล Cruciferae เป็นพืช 2 ฤดู แต่มักปลูกเป็นพืชฤดูเดียว มีขนาดรูปร่างและสีของใบแตกต่างกันในแต่ละพันธุ์ รวมทั้งขนาด รูปร่าง สี และความแน่นของหัวก็จะแตกต่างกันด้วยพันธุ์ พันธุ์ของกะหล่ำปลีสามารถแยกได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ

1. กะหล่ำปลีธรรมดา (Green Cabbage)  มีความสำคัญและปลูกมากที่สุดในแง่ผักบริโภค มีลักษณะหัวหลายแบบ ตั้งแต่หัวกลม หัวแหลมเป็นรูปหัวใจ จนถึงกลมแบนราบ มีสีเขียวจนถึงเขียวอ่อน เป็นพันธุ์ที่ทนร้อน อายุการเก็บเกี่ยวสั้นประมาณ 50-60 วัน พันธุ์ที่นิยมปลูกได้แก่พันธุ์ลูกผสมต่าง ๆ นอกจากนี้ยังมีพันธุ์ผสมเปิดอื่น ๆ อีกเช่น พันธุ์โคเปนเฮเกนมาร์เก็ต พันธุ์โกเดนเอเลอร์เป็นต้น

2. กะหล่ำปลีแดง (Red Cabbage) มีลักษณะหัวค่อนข้างกลม ใบสีแดงทับทิมส่วนใหญ่มีอายุเก็บเกี่ยวประมาณ 90 วัน ต้องการอากาศหนาวเย็นพอสมควรเมื่อนำไปต้มน้ำจะมีสีแดงคล้ำพันธุ์ที่นิยมปลูกได้แก่พันธุ์รูบี้บอล รูบี้เพอเฟคชั่น

3. กะหล่ำปลีใบย่น (Savoy Cabbage) มีลักษณะผิวใบหยิกย่นและเป็นคลื่นมากต้องการอากาศหนาวเย็นในการปลูกสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกะหล่ำปลีสามารถขึ้นได้ในดินแทบทุกชนิด ชอบดินโปร่ง อุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับการเจริญเติบโตประมาณ 22-25 องศาเซลเซียส มีสภาพความเป็นกรดเป็นด่างของดิน (pH) อยู่ในช่วง 6-6.5 ความชื้นในดินสูงพอสมควรและได้รับแสงแดดเต็มที่ตลอดวัน

สารอาหาร

ในกะหล่ำปลี มีสารเอสเมธิลเมโธโอนิน สามารถรักษาโรคกระเพาะอาหารและมีสารกอยโตรเจนที่ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคคอพอก นอกจากนั้นยังพบว่ามีสารต้านมะเร็งโดยเฉพาะหยุดยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งลำไส้  มีการวิจัยพบกะหล่ำปลีใช้ประคบเต้านมลดปวดแก้นมคัดแม่หลังคลอด

-  กะหล่ำปลีนี้มีประโยชน์มากมายต่อสุขภาพ มีทั้ง วิตามินเอ วิตามินบี 2  วิตามินซี วิตามินอี โฟเลต เบต้าแคโรทีน และแร่ธาตุต่างๆ เช่น เหล็ก  โพแทสเซียม และแมกนีเซียม

-  อุดมไปด้วยวิตามินซี จากการศึกษาพบว่ากะหล่ำปลีเป็นพืชผักที่มีวิตามินซีสูงมาก ในกะหล่ำปลีฝอย 1 ถ้วยมีวิตามินซีถึง 18 มิลลิกรัม  ซึ่งเป็นปริมาณที่ใกล้เคียงกับวิตามินซีในส้มเขียวหวาน 1 ผลเลยทีเดียว

-  สรรพคุณทางยา กะหล่ำปลียังช่วยบรรเทา โรคกระเพาะอาหารอักเสบ  นักวิจัยศึกษาพบว่า  สารกลูทามีนในกะหล่ำปลีช่วยเคลือบกระเพาะอาหารได้  อีกทั้งยังมีสารซัลเฟอร์  ช่วยกระตุ้นการทำงานของลำไส้ใหญ่  ทำให้การขับถ่ายดี ไม่เพียงเท่านั้น สารซัลเฟอร์นี้ยังช่วยลดระดับคอเลสเทอรอล ระงับประสาท และทำให้นอนหลับได้ง่ายอีกด้วย

กะหล่ำปลีดิบ มีวิตามิซีสูงการนำไปปรุงอาหารควรใช้วิธีการนึ่งจะช่วยคงคุณค่าของสารอาหารไว้ได้ดีที่สุด หรือจะรับประทานเป็นผักสลัดได้ก็ ทั้งนี้ไม่ควรนำไปนึ่ง ต้ม ผัดนานจนเกินไป

คุณค่าทางโภชนาการของกะหล่ำปลีดิบต่อ 100 กรัม
ประโยชน์ของกะหล่ำปลี
- พลังงาน 25 กิโลแคลอรี
- คาร์โบไฮเดรต 5.8 กรัม
- น้ำตาล 3.2 กรัม
- เส้นใย 2.5 กรัม
- ไขมัน 0.1 กรัม
- โปรตีน 1.28 กรัม
- วิตามินบี1 0.061 มิลลิกรัม 5%
- วิตามินบี2 0.040 มิลลิกรัม 3%
- วิตามินบี3 0.234 มิลลิกรัม 2%
- วิตามินบี5 0.212 มิลลิกรัม 4%
- วิตามินบี6 0.124 มิลลิกรัม 10%
- วิตามินบี9 43 ไมโครกรัม 11%
- กะหล่ำปลีวิตามินซี 36.6 มิลลิกรัม 44%
- ธาตุแคลเซียม 14 มิลลิกรัม 1%
- ธาตุเหล็ก 40 มิลลิกรัม 4%
- ธาตุแมกนีเซียม 12 มิลลิกรัม 3%
- ธาตุแมงกานีส 0.16 มิลลิกรัม 8%
- ธาตุฟอสฟอรัส 26 มิลลิกรัม 4%
- ธาตุโพแทสเซียม 170 มิลลิกรัม 4%
- ธาตุโซเดียม 18 มิลลิกรัม 1%
- ธาตุสังกะสี 0.18 มิลลิกรัม 2%
- ฟลูออไรด์ 1 ไมโครกรัม
% ร้อยละของปริมาณแนะนำที่ร่างกายต้องการในแต่ละวันสำหรับผู้ใหญ่ (ข้อมูลจาก : USDA Nutrient database)

ประโยชน์ของกะหล่ำปลี

- กะหล่ําปลี มีกรดทาร์ทาริก (Tartaric acid) ที่ช่วยยับยั้งและขัดขวางไม่ให้น้ำตาลและแป้งกลายเป็นไขมัน จึงมีส่วนในการช่วยลดน้ำหนักและคอเลสเตอรอลได้
- ช่วยบำรุงกระดูกและฟัน เพราะกะหล่ำปลีดิบอุดมไปด้วยแคลเซียมและฟอสฟอรัส ซึ่งเป็นผลดีต่อการเสริมสร้างและบำรุงกระดูก
- ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มโรคให้แข็งแรง ป้องกันหวัด เพราะกะหล่ำปลีดิบมีวิตามินสูง
- ช่วยบำรุงผิวพรรณทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งมีน้ำมีนวล และยังช่วยคงความอ่อนเยาว์ได้อีกด้วย
- กะหล่ำปลีมีสารเอสเมธิลเมโธโอนิน ที่สามารถช่วยรักษาโรคกระเพาะอาหารได้
- ช่วยทำให้รู้สึกผ่อนคลาย นอนหลับสบาย หลับสนิท เพราะกะหล่ำปลีดิบมีสารซัลเฟอร์ซึ่งมีส่วนช่วยระงับประสาททำให้รู้สึกผ่อนคลายความเครียด
- กะหล่ำปลี สรรพคุณทางยามีส่วนช่วยในการขับปัสสาวะ ฯลฯ

สำหรับผู้ที่ชอบรับประทานอาหารปิ้งย่างเป็นประจำ ควรรับประทานผักกะหล่ำปลีด้วย เพราะอุดมไปด้วย Sulforaphane ที่จะช่วยป้องกันการถูกทำลายของ DNA และลดความเสียหายของ DNA ในร่างกาย

ประโยชน์ของกะหล่ำปลีใช้ประกอบอาหาร เช่น ผัดกะหล่ำปลีใส่ไข่, กะหล่ำปลีตุ๋นซี่โครงอ่อน, กะหล่ำปลีต้มยัดไส้หมู, กะหล่ำปลีม้วนใส่หมูบดปรุงรส, ถุงทองกกะหล่ำปลี, ต้มกะหล่ำปลีเจ, แกงส้ม, แกงจืด, ห่อหมก, รับประทานร่วมกับน้ำพริก, ทำเป็นสลัด ฯลฯ

ข้อควรระวัง

ผักกะหล่ำปลี จะมีสารพิษที่เรียกว่า กอยโตรเจน (Goibrogen) ซึ่งเป็นตัวขัวขวางการดูดซึมของไอโอดีนผลที่ตามมาก็คืออาจทำให้เป็นคอหอยพอกได้ แต่สารพิษที่ว่านี้จะถูกทำลายด้วยวิธีการนำไปต้ม

ดังนั้นจึงควรรับประทานกะหล่ำปลีที่ผ่านการปรุงสุกแล้วจะดีกว่า แม้ว่าวิตามินจะหายไปบ้างก็ตาม แต่ก็มีคำแนะนำว่าการเกิดปัญหาจากสารพิษชนิดนี้ไม่ใช่จะเกิดขึ้นได้ง่ายๆ เพราะถ้าจะรับประทานกะหล่ำปลีจนถึงขนาดได้รับสารกอยโตรเจน ต้องเป็นการรับประทานอย่างต่อเนื่องเป็นประจำและในปริมาณมาก

กะหล่ำปลีดิบควรรับประทานแต่พอเหมาะ เนื่องจากการรับประทานมากเกินไปอาจจะทำให้มีปัญหาเรื่องต่อมไทรอยด์ได้ และที่สำคัญควรระมัดระวังเรื่องยาฆ่าแมลงให้มาก เพราะกะหล่ำปลีนั้นติดอับดับ 1 ใน 5 ผักที่มีสารปนเปื้อนมากที่สุด การบริโภคเข้าไปในปริมาณมากอาจจะทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย ปวดศีรษะ มึนงง หายใจลำบาก คลื่นไส้อาเจียน มีอาการชักหรือหมดสติได้

TIP

ก่อนการนำมารับประทานก็ควรล้างให้สะอาดก่อน ด้วยวิธีการลอกหรือปอกเปลือกออกแล้วแช่น้ำสะอาดประมาณ 10 นาที หลังจากนั้นล้างด้วยน้ำสะอาดอีกครั้งจะช่วยลดสารพิษตกค้างได้ร้อยละ 25-72 ซึ่งเป็นวิธีที่ได้ผลดีที่สุด และสำหรับวิธีอื่นๆก็เช่น แช่น้ำปูนใส, การใช้ความร้อน, แช่น้ำด่างทับทิม, ล้างด้วยนำไหลจากก๊อก, แช่น้ำซาวข้าว, แช่น้ำสมสายชูหรือเกลือป่น, แช่น้ำยาล้างผัก เป็นต้น

ข้อมูลเพิ่มเติม :-

Cabbage

Cabbage is versatile and a staple in many countries. Cabbage is part of the cruciferous family of vegetables. Cruciferous vegetables are high in Vitamin C, Vitamin A and fiber. They’re also a great source of folacin, potassium and dietary fiber. Recent research by the American Institute for Cancer Research  indicates that eating cruciferous vegetables is associated with reducing certain types of cancer.

Green Cabbage

Cabbage is part of the cruciferous family of vegetables. Cruciferous vegetables are known for their cancer-preventing nutrients and antioxidants. High in vitamin C, vitamin A and fiber.
Nutrition Information
Serving Size Per 150 g of cabbage
Energy 36 cal
Protein 2.3 g
Fat 0.3 g
Carbohydrates 6.0 g
Dietary Fibre 0.3 g
Sodium 27 mg
Potassium 335 mg
Source: Fresh Fruit & Vegetable nutrition Encyclopedia Fresh for Flavor Foundation 1991.

Red Cabbage

Red cabbage contains more vitamin A, vitamin C, and iron than green cabbage. Red cabbage contains an extra nutrient not found in green cabbage – anthocyanin – an antioxidant that produces the red colour, improves memory, and suppresses appetite.
Nutrition Information
Serving Size Per 150 g of cabbage
Energy 36 cal
Protein 2.3 g
Fat 0.3 g
Carbohydrates 6.0 g
Dietary Fibre 0.3 g
Sodium 27 mg
Potassium 335 mg
Source: Fresh Fruit & Vegetable nutrition Encyclopedia Fresh for Flavor Foundation 1991.

Savoy Cabbage

Savoy cabbage is low-cost, low-calorie, fat-free, and a good source of vitamin A, C, E, B6, B12, and K. Vitamin K helps the body form blood clots to stop bleeding. One cup of cabbage supplies half the vitamin K needed per day.
Nutrition Information
Serving Size Per 150 g of cabbage
Energy 36 cal
Protein 2.3 g
Fat 0.3 g
Carbohydrates 6.0 g
Dietary Fibre 0.3 g
Sodium 27 mg
Potassium 335 mg
Source: Fresh Fruit & Vegetable nutrition Encyclopedia Fresh for Flavor Foundation 1991.

Taiwanese Cabbage

Cabbage is part of the cruciferous family of vegetables. Cruciferous vegetables are known for their cancer-preventing nutrients and antioxidants. High in vitamin C, vitamin A and fiber.
Nutrition Information
Serving Size Per 150 g of cabbage
Energy 36 cal
Protein 2.3 g
Fat 0.3 g
Carbohydrates 6.0 g
Dietary Fibre 0.3 g
Sodium 27 mg
Potassium 335 mg

Source: Fresh Fruit & Vegetable nutrition Encyclopedia Fresh for Flavor Foundation 1991.
Thanks English Info From : Cabbage : BCfresh
http://bcfreshvegetables.com/products-bcfresh/cabbage/

ข้อมูลอ้างอิง :

กะหล่ำปลี : จากวิกิพีเดีย
http://goo.gl/bPcbhD
กะหล่ำปลี สุดยอดผักวิตามินซี : THAI HEALTHY FOOD
http://goo.gl/B9o0es
Greenerald
http://goo.gl/9D7AAp
Cabbage : BCfresh
http://bcfreshvegetables.com/products-bcfresh/cabbage/
กะหล่ำปลี - เรื่องราวน่าสนใจ
http://202.28.48.140/isaninfo/?p=151
แหล่งข้อมูล : เว็บไซต์กระทรวงสาธารณสุข, สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), หนังสือพิมพ์เดลินิวส์, วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี (EN)

"HkVogue Thailand" http://buff.ly/1GR2YNk
Contact : Willy Tel. 093 649 2288
email : hkvoguethailand@gmail.com

ประโยชน์ต่อสุขภาพของแตงกวา Health Benefits of Cucumbers by LASIK HEALTHY EYES

ขอบคุณภาพประกอบจาก kuhnya-tv.livejournal.com
ประโยชน์ต่อสุขภาพของแตงกวา
Health Benefits of Cucumbers.

ชื่อวิทยาศาสตร์  Cucumis Sativus Linn.
ชื่อสามัญ            Cucumber
วงศ์                     CUCURBITACEAE
ชื่อท้องถิ่น          แตงขี้ไก่ แตงขี้ควาย แตงช้าง แตงปี แตงร้าน (ภาคเป็น) เป็นต้น

แตงกวา (Cucumber) มีถิ่นกำเนิดในประเทศอินเดีย ในบ้านเราก็นิยมปลูกแตงกวาเป็นอาชีพ เนื่องจากเป็นผักที่ปลูกง่าย ให้ผลผลิตเร็ว การเก็บรักษาง่ายกว่าผักชนิดอื่นๆ

ลักษณะของแตงกวา คือ แตงกวาเป็นพืชล้มลุก เป็นไม้เลื้อยจัดอยู่วงศ์ Cucurbitaceae เป็นตระกูลเดียวกับฟักทอง แตงโม มะระ น้ำเต้า และบวบ ผลแตงกวามีลักษณะกลมยาวทรงกระบอก ความยาวตั้งแต่ 5-40 เซนติเมตร ไส้ภายในผลประกอบด้วยเมล็ดมากมาย

คุณค่าทางโภชนาการของแตงกวาพร้อมเปลือก ต่อ 100 กรัม
- พลังงาน 16 กิโลแคลอรี
- แตงกวาคาร์โบไฮเดรต 3.63 กรัม
- น้ำตาล 1.67 กรัม
- เส้นใย 0.5 กรัม
- ไขมัน 0.11 กรัม
- โปรตีน 0.65 กรัม
- น้ำ 95.23 กรัม
- วิตามินบี1 0.027 มิลลิกรัม 2%
- วิตามินบี2 0.033 มิลลิกรัม 3%
- วิตามินบี3 0.098 มิลลิกรัม 1%
- วิตามินบี5 0.259 มิลลิกรัม 5%
- วิตามินบี6 0.04 มิลลิกรัม 3%
- วิตามินบี9 7 ไมโครกรัม 2%
- วิตามินซี 2.8 มิลลิกรัม 3%
- วิตามินเค 16.4 ไมโครกรัม
- ธาตุแคลเซียม 16 มิลลิกรัม 2%
- ธาตุเหล็ก 0.28 มิลลิกรัม 2%
- ธาตุแมกนีเซียม 13 มิลลิกรัม 4%
- ธาตุแมงกานีส 0.079 มิลลิกรัม 4%
- ธาตุฟอสฟอรัส 24 มิลลิกรัม 3%
- ธาตุโพแทสเซียม 147 มิลลิกรัม 3%
- ธาตุโซเดียม 2 มิลลิกรัม 0%
- ธาตุสังกะสี 0.2 มิลลิกรัม 2%
- ธาตุฟลูออไรด์ 1.3 ไมโครกรัม 11%
% ร้อยละของปริมาณแนะนำที่ร่างกายต้องการในแต่ละวันสำหรับผู้ใหญ่ (ข้อมูลจาก : USDA Nutrient database)

ประโยชน์ของแตงกวา เช่น

- แตงกวา ประโยชน์ช่วยกำจัดของเสียที่ตกค้างในร่างกาย
- แตงกวามีสารฟีนอลที่ทำหน้าที่ต่อต้านอนุมูลอิสระต่างๆ
- ช่วยลดความดันโลหิต (เถาแตงกวา)
- ช่วยรักษาสมดุลต่างๆในร่างกาย รักษาระดับน้ำตาลในเลือด ระดับภูมิคุ้มกันให้อยู่ในสุขภาพดี
- ช่วยควบคุมระดับความดันเลือดและความสมดุลของสารอาหารในร่างกาย (โพแทสเซียม, แมงกานีส)
- ช่วยเสริมสร้างการทำงานของระบบประสาท ระบบกล้ามเนื้อ ระบบการหมุนเวียนเลือด (แมกนีเซียม)
- ช่วยเสริมสร้างการทำความของระบบประสาท เพิ่มความจำ (ผล,เมล็ดอ่อน)
- แตงกวามีน้ำเป็นองค์ประกอบถึงร้อยละ 96 จึงมีคุณสมบัติแก้กระหาย และเพิ่มความชุ่มชื้น และช่วยการกำจัดของเสียตกค้างในร่างกาย
- แตงกวามีสารอาหารที่มีประโยชน์ ได้แก่ วิตามินซี กรดคาเฟอิก กรดทั้ง 2 นี้ป้องกันการสะสมน้ำเกินจำเป็นในร่างกาย
- เปลือกแตงกวามีกากใยอาหาร และแร่ธาตุจำเป็น เช่น ซิลิก้า โพแทสเซียม โมลิบดีนั่ม แมงกานีส และแมกนีเซียม
- ซิลิก้า เป็นแร่ธาตุที่เสริมความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อ กระดูกอ่อน เส้นเอ็น และกระดูก
- ปริมาณ เส้นใย ธาตุโพแทสเซียมและแมงกานีสในเปลือกแตงกวาช่วยควบคุมความดันเลือดและความสมดุลของสารอาหารในร่างกาย
- ธาตุแมกนีเซียมช่วยเสริมการทำงานของระบบประสาท กล้ามเนื้อ และระบบการหมุนเวียนเลือด
- เส้นใยอาหารควบคุมระดับคอเลสเตอรอลและช่วยระบบขับถ่ายโดยมีพลังงานต่ำเหมาะ กับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก
- แตงกวาเป็นผักที่เหมาะกับการรับประทานยามอากาศร้อนเพราะลดความร้อนและช่วยให้ร่างกายสดชื่น
- มีสารฟีนอลทำหน้าที่ต้านปฏิกิริยาออกซิเดชั่น
- น้ำแตงกวายังมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ แก้ไข้ ลดอาการนอนไม่หลับ ลดกรดกระเพาะอาหาร แก้กระหายน้ำ
- แตงกวา มีสรรพคุณช่วยแก้กระหาย ลดความร้อนในร่างกาย ทำให้ร่างกายสดชื่น และช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น เป็นต้น

ข้อควรระวัง

ถ้าจะนำแตงกวามาปั่นทานทุกวันก็ไม่อาจจะไม่ค่อยเป็นผลดีต่อสุขภาพสักเท่าไหร่ เพราะแตงกวามีกรดยูริก (ซึ่งอยู่ในน้ำเมือกใสๆ) โดยเฉพาะถ้าเป็นการนำมาปั่นสดๆ แล้วรับประทานทุกวัน ร่างกายก็อาจจะสะสมกรดยูริกเข้าไป ถ้าหากร่างกายกำจัดออกไม่หมด ก็จะไปสะสมทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนแคลเซียมในกระบวนการสร้างเซลล์กระดูก ความแข็งแรงของเม็ดเลือด ผลที่ตามมาอาจทำให้เกิดอาการอักเสบ ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคเกาท์ (ผู้ป่วยที่มีปัญหาเกี่ยวกับข้ออยู่แล้วก็ควรระวังให้มาก)
แหล่งอ้างอิง : รศ.ดร.สุธาทิพ ภมรประวัติ, วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี (EN), สถาบันการแพทย์แผนไทย, สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

TIP

- บรรเทาอาการแสบผิวด้วยโลชั่นแตงกวาสูตรเย็นต่อไปนี้ดูสิ ผสมน้ำแตงกวาคั้น (เลือกลูกใหญ่ๆ) กับกลีเซอรีนครึ่งช้อนชา ทาบริเวณที่ถูกแดดเผา โลชั่นจะช่วยให้ผิวเย็นและเพิ่มน้ำหล่อเลี้ยง ทั้งนี้เพราะแตงกวามีคุณสมบัติลดการอักเสบและคืนความชุ่มชื่นให้ผิว
- ผ่อนคลายความเหนื่อยล้าของดวงตา ให้ใช้แตงกวาแช่เย็นหั่นเป็นแว่นหลับตาวางแว่นแตงกวาลงบนเปลือกตา ประมาณ 10 นาที โดยให้นอนพักสายตาในที่เงียบแสงสลัวๆ เนื่องจากแตงกวามีวิตามินและเกลือแร่สูง ซึ่งจะช่วยฟื้นฟูดวงตาให้กลับสดชื่นมีชีวิตชีวา จะบรรเทาอาการเหนื่อยล้าของดวงตา ที่เกิดจากการใช้งานนานๆ ได้รับฝุ่นควัน แสงจ้า หรือใส่คอนแท็กเลนส์นานเกินไป
- ช่วยบำรุงผิว โดยผสมน้ำคั้นแตงกวา น้ำมะนาว น้ำส้ม น้ำแช่กลีบกุหลาบ กลีเซอรีน และน้ำผึ้งอย่างละเท่าๆกัน ใช้ทาผิวให้ตึงกระชับเพิ่มความอ่อนเยาว์
- ช่วยการเจริญของผม ให้ดื่มน้ำคั้นผลแตงกวาและน้ำแครอทเป็นประจำ ซิลิก้าและกำมะถันในน้ำแตงกวาจะช่วยบำรุงเส้นผม เล็บและผิวหนัง
- ช่วยทรีตเม้นท์ลดความเสียหายของผมจากคลอรีน โดยผสมไข่ 1 ฟอง น้ำมันมะกอก 3 ช้อนชา และแตงกวาปอกแล้ว 1 ส่วน 4 ผล ชโลมบนเส้นผม ทิ้งไว้ 10 นาทีจึงล้างออก

ข้อมูลเพิ่มเติม :-

วิตามินบี 1 มีคุณสมบัติช่วยบำรุงดวงตาได้เป็นอย่างดี การขาดวิตามินบี 1 มีผลทำให้ประสาทที่นำภาพไปสู่สมองเกิดความผิดปกติได้ และยังช่วยบำรุงประสาท กล้ามเนื้อ และหัวใจให้ทำงานเป็นปกติ ช่วยบำรุงสมอง ความคิด สติปัญญาให้ดีขึ้น

ธาตุสังกะสี (zinc) จะทำงานร่วมกับ วิตามินเอ ธาตุแคลเซียม ธาตุฟอสฟอรัส ได้ดีที่สุด

ธาตุสังกะสี (zinc) เป็นส่วนประกอบของเอนไซม์สำคัญมากมาย รวมทั้งสารต้านอนุมูลอิสระอย่างซุปเปอร์ออกไซด์ดิสมิวเทส (SOD) ประโยชน์ของสังกะสี ช่วยในการทำงานของสมอง ช่วยเพิ่มการตื่นตัวทางจิต มีส่วนช่วยลดการสะสมตัวของคอเลสเตอรอล ถ้าขาดสังกะสีแล้วจะเจริญเติบโตช้า ภูมิคุ้มกันบกพร่อง และตาบอดกลางคืนได้

วิตามินเอ เป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน มีความสำคัญต่อร่างกายในด้านการมองเห็น ช่วยบำรุงสายตา และแก้โรคตามัวตอนกลางคืน (Night Blindness)

ข้อมูลเพิ่มเติม :-

Nutritional Profile

Cucumbers provide us with a variety of health-supportive phytonutrients. Included among these phytonutrients are flavonoids (apigenin, luteolin, quercetin, and kaempferol), lignans (pinoresinol, lariciresinol, and secoisolariciresinol), and triterpenes (cucurbitacins A, B, C, and D).

Cucumbers are an excellent source of anti-inflammatory vitamin K. They are also a very good source of the enzyme-cofactor molybdenum. They are also a good source of free radical-scavenging vitamin C; heart-healthy potassium and magnesium, bone-building manganese, and energy-producing vitamin B5. They also contain the important nail health-promoting mineral silica.
Thanks English Info From : The World's Healthiest Foods
http://goo.gl/RbZtcZ

ข้อมูลเพิ่มเติม :-

Cucumber for Eyes

It is believed that cucumber helps in reducing swelling around the eyes or the big dark circles under your eyes. This is world-wide treatment which is being used to its maximum extent.

Cucumbers are the most wonderful and natural eye pads you can find for yourself. The puffiness and the tiredness in your eyes may just leave you, if you do this in a relaxed fashion. These natural eye pads do wonders after a long days work.

Cucumber Side Effects:

Cucumbers are not entirely reaction free. They do have some side effects. Some of these are:

- Allergies, especially around oral cavity, itchiness and swelling may also develop due to allergy. This can be redeemed by cooking the food rather than eaten it in its raw form.
- Cucumber can also lead to gastritis problems in some people which are mainly caused due to a compound known as cucurbitacin which causes indigestion. This can be avoided by eating cucumbers which have undergone breeding or whose compound has been removed.
- Cucumber can also cause toxicity and baldness caused by chemicals found in the cucumbers. This usually happens when one consumes excess of cucumber.
Thanks English Info From : Cucumber Side Effects : StyleCraze
http://goo.gl/xPKprF

ข้อมูลอ้างอิง

แตงกวา : จากวิกิพีเดีย
th.wikipedia.org/wiki/แตงกวา‎
กรีนเนอรัลด์
www.greenerald.com/แตงกวา/‎
The World's Healthiest Foods
http://www.whfoods.com/genpage.php?tname=foodspice&dbid=42
Health Benefits of Cucumber : My Health List.
http://myhealthlist.us/2013/02/health-benefits-of-cucumber/
Cucumber Side Effects : StyleCraze
http://www.stylecraze.com/articles/benefits-of-cucumber-for-skin-hair-and-health/
Cucumber for Eyes : Disabled World
http://www.disabled-world.com/artman/publish/cucumber_benefits.shtml
Health Benefits of Cucumber : Juicing For Health
http://juicing-for-health.com/basic-nutrition/healing-vegetables/health-benefits-of-cucumber.html
phantavee / นานาสาระเกี่ยวกับการเกษตร / ประโยชน์ของ แตงกวา
http://archive.wunjun.com/phantavee/3/348.html
แตงกวา (Cucumber) การปลูกแตงกวา - ฐานข้อมูลพืชผัก บทความเกษตร
www.vegetweb.com › ผักตระกูล แตง‎

"HkVogue Thailand" http://buff.ly/1GR2YNk
Contact : Willy Tel. 093 649 2288
email : hkvoguethailand@gmail.com

ประโยชน์ทางโภชนาการของกระเทียม Nutritional Benefits of Garlic by LASIK HEALTHY EYES

ขอบคุณภาพประกอบจาก thaimtb.com
ประโยชน์ทางโภชนาการของกระเทียม
Nutritional Benefits of Garlic.

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Allium sativum L.
วงศ์ : Alliaceae
ชื่อสามัญ : Common Garlic , Allium ,Garlic ,
ชื่ออื่น : กระเทียม (ภาคกลาง) หอมเทียม (ภาคเหนือ) หอมขาว (ภาคอีสาน) เทียม, หอมเทียม (ภาคใต้)

สารสำคัญที่ทำให้กระเทียมมีกลิ่นหอมฉุนเผ็ดร้อน คือ เอนไซม์อัลลิเนส (Allinase) ที่เปลี่ยนสารอินทรีย์กำมะถันอัลลิอิน (Alliin)ให้เป็นน้ำมันหอมระเหยอัลลิซิน (Allicin) และเมื่อนำหัวกระเทียมสดมากลั่นด้วยไอน้ำจะได้น้ำมันกระเทียม (Garlic oil)นอกจากนี้ยังประกอบด้วยสารอาหาร น้ำ กรดไขมัน โปรตีน คาร์โบไฮเดรต น้ำตาล กรดอะมิโน เหล็ก แคลเซียม วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 และวิตามินซี ฯลฯ

ในกระเทียม 100 กรัม ให้พลังงาน 149 กิโลแคลอรี (kcal) และให้คุณค่าทางอาหารดังนี้
- น้ำ 58.6 กรัม
- ฟอสฟอรัส 153 มิลลิกรัม
- คาร์โบไฮเดรต 33.1 กรัม
- โพแทสเซียม  401 มิลลิกรัม
- โปรตีน 6.4 กรัม
- ซีลีเนียม 14.2 ไมโครกรัม
- ไขมัน 0.5 กรัม
- วิตามินซี 31.2 มิลลิกรัม
- แคลเซียม 181 มิลลิกรัม
- โฟเลท 3.1 ไมโครกรัม
- แมกนีเซียม 25 มิลลิกรัม
- ใยอาหาร 2.1 กรัม

นอกจากนี้ยังมีไฟโตนิวเทรียนท์หลายชนิด ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไฟโตนิวเทรียนท์ในกลุ่มออร์แกโนซัลเฟอร์ (Organosulfur) ได้แก่ สารอัลลิซิน (Allicin) ที่เป็นองค์ประกอบหลักของไฟโตนิวเทรียนท์ ที่ให้กลิ่นเฉพาะตัวของกระเทียม โดยน้ำหนักกระเทียม 1 กรัม จะพบประมาณ 4.38-4.65 มิลลิกรัม

กระเทียม (Garlic) อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิด เช่น วิตามินเอ วิตามินบี1 วิตามินบี2 วิตามินซี ธาตุซีลีเนียม ธาตุเหล็ก ธาตุสังกะสี (โดยกระเทียมถือว่าเป็นพืชที่มีธาตุซีลีเนียมมากกว่าพืชชนิดอื่นๆ) นอกจากนี้ยังมีสารอะดิโนซีน ซึ่งเป็นกรดนิวคลีอิกที่เป็นตัวสร้าง DNA และ RNA ของเซลล์ในร่างกายอีกด้วย แต่ในส่วนของด้านแร่ธาตุนั้นจะมีมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับดินที่ใช้ในการปลูกด้วย

ส่วนประกอบและสรรพคุณของกระเทียม

- กระเทียม ประกอบด้วย โปรตีน คาร์โบไฮเดรท แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก ประกอบด้วยสารอินทรีย์ที่มีกำมะถันหลายชนิด เช่น อัลลิซิน 0.6-1.0% อัลลิอิน (alliin) ไดอัลลิลไดซัลไฟด์ (diallyl disulfide) เมทิลอัลลิลไตรซัลไฟด์ (methyl allyl trisulfide) คูมาริน (coumarin) เอสอัลลิลซีสเตอีน (S-allylcysteine) เป็นต้น

- กระเทียม มีน้ำมันหอมระเหย มีสารประกอบมากกว่า 200 ชนิด
กระเทียมมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของแบคทีเรีย โดยเฉพาะจุลินทรีย์ก่อโรค (pathogen) ได้แก่ Salmonella typhymurium,Bacillus subtilis Escherichia coli, Staphylococcus aureus, Bacillus cereus, เชื้อรา ได้แก่ Aspergillus ยีสต์ Candida albicans และและปรสิต (parasite) ใช้เป็นสารกันเสีย (preservative) ในอาหาร

- กระเทียม สามารถลดความดันโลหิตสูง ลดไขมันและคอเลสเตอรอล ป้องกันผนังหลอดเลือดหนาและแข็งตัว ลดน้ำตาลในเลือด นอกจากนี้ ยังเป็นยาขับเสมหะ รักษาไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่ และยังมีฤทธิ์ขับเหงื่อ และขับปัสสาวะ

- กระเทียมมีธาตุเจอร์เมเนียมค่อนข้างสูง ซึ่งมีคุณสมบัติป้องกันการเกิดมะเร็ง โรคหืด โรคไต โรคตับอ่อนและอาการท้องผูก

- กระเทียมมีสารชักนำวิตามินบี 1 (Vitamin B1) เข้าสู่ร่างกายได้ดีขึ้นเท่าตัว โดยรวมเป็นสารอัลลิลไทอะมิน ทำให้vitamin B1ออกฤทธิ์ได้ดีขึ้น

- กระเทียมอุดมไปด้วยสารอาหารเช่นซีลีเนียม, Quercetin และวิตามินซี ซึ่งทั้งหมดนี้ช่วยรักษาโรคติดเชื้อที่ตาและอาการบวม

ข้อควรระวัง

กระเทียม นั้นสำหรับผู้ที่ต้องทำงานอยู่ในครัวหรือสัมผัสกับกระเทียมบ่อยๆ เป็นระยะเวลานาน ผิวหนังอาจจะเกิดการอักเสบ มีตุ่มน้ำ หรือคนที่ได้รับกลิ่นกระเทียมบ่อยๆก็สามารถเกิดอาการแพ้กระเทียมเมื่อรับ ประทานได้ โดยอาจมีการ คลื่นไส้ หัวใจเต้นแรงผิดปกติ แต่อาการดังกล่าวก็จะค่อยๆหายไปเองภายใน 3-4 ชั่วโมง โดยกระเทียมที่ปรุงในอาหารนั้นมักจะก่อให้เกิดอาการแพ้ได้น้อยกว่ากระเทียมสด

สำหรับผู้ที่มีความดันโลหิตเป็นปกติ ผู้ที่มีระดับน้ำตาลในเลือดปกติ หรือผู้ที่มีอาการเลือกหยุดไหลช้า สตรีมีครรภ์ หรือเลี้ยงลูกด้วยนม หรือผู้ที่ใช้ยาอื่นๆเป็นประจำ เช่น ยาแอสไพริน ยา ปฏิชีวนะ ยาต้านไวรัส ยาแก้อักเสบ ไม่ควรรับประทานกระเทียมหรือผลิตภัณฑ์กระเทียมเสริมในปริมาณมากเกินไป เพราะอาจจะเป็นผลเสียมากกว่าผลดี

***ในแต่ละวันควรบริโภคอาหารให้ครบ 5 หมู่ และทานอาหารให้หลากหลาย ไม่รับประทานอาหารซ้ำๆกันทุกวัน เพื่อประโยชน์ต่อร่างกายและมีสุขภาพที่ดี***

ข้อมูลเพิ่มเติม :-

Garlic

For a small vegetable, garlic (Allium sativum) sure has a big, and well deserved, reputation. This member of the Lily family, a cousin to onions, leeks and chives, can transform any meal into a bold, aromatic and healthy culinary experience.

Garlic is arranged in a head, called the "bulb," which is made up of separate cloves. Both the cloves and the entire bulb are encased in paper-like sheathes that can be white, off-white or pinkish.

Garlic cloves are off-white in color, and although they have a firm texture, they can be easily cut or crushed. The taste of garlic is like no other; it hits the palate with a hot pungency that is shadowed by a very subtle background sweetness.

Eye care: Garlic is rich in nutrients like Selenium, Quercetin and Vitamin C that helps treat eye infections and swellings.

More on This Wonderful Herb

The health benefits of garlic were realized centuries ago by mankind. Garlic is very effective when eaten raw-(crushed or chopped). Just one clove per day may bring vast improvement in your over al health. 2 to 3 cloves could prevent an attack of common cold. Garlic used in cooking should be added last for more benefit. But, taking too much garlic is also not very god as it may cause irritation in the digestive system. Garlic should be added as a part of healthy normal diet, it need not be used as an alternative. The only drawback being its pungent smell and taste that leaves a bad breadth, garlic is a medicinal boon for mankind.
Thanks English Info From : Garlic Health Benefits : NaturalFoodBenefits
http://goo.gl/XRnPHo

ข้อมูลเพิ่มเติม :-

Health Benefits of Garlic

Garlic has a pungent smell, and is good in certain dishes, but is there more too it? Why is garlic so often considered a great, healthy herb? Well, for one, it has the vital chemical compound allicin, which is a wonderful therapeutic ingredient with many medicinal qualities. The allicin compound contains sulfur, which gives the garlic its pungent savor and peculiar smell. The health benefits of garlic are innumerable. It helps fight heart ailments, fight cold, cough, and lowers blood pressure.

Garlic is the oldest known medicinal plant variety or spice in existence. Mankind recognized the curative qualities of this magic herb over 3,000 years ago. Sir Louis Pasteur, the scientist who discovered penicillin, effectively utilized the anti-bacterial qualities of garlic all the way back in 1858.

World War I medical surgeons used the health benefits of garlic juice as an antiseptic for treating war wounds. Garlic contains useful minerals such as phosphorous, calcium and iron, as well as trace minerals like iodine, sulfur and chlorine, which are also present in the cloves. In terms of organic compounds, garlic is one of the rare sources of allicin, allisatin 1, and 2.

Eye Care: 

Garlic is rich in nutrients like Selenium, Quercetin and Vitamin C, all of which help treat eye infections and swelling.
Thanks English Info From : Organic Facts
http://goo.gl/01o1YZ

ข้อมูลอ้างอิง

“กระเทียม” สมุนไพรมหัศจรรย์!! | Thaihealth.or.th
http://www.thaihealth.or.th/healthcontent/healthtips/9547
กระเทียม - nutrilite
http://www.nutrilite.co.th/nutrilite/healthinfo/heart04.html
สรรพคุณของกระเทียม ประโยชน์ 47 ประการ : บ้านอะลาง
http://alangcity.blogspot.com/2013/05/47.html
Health Benefits of Garlic : Organic Fact
http://www.organicfacts.net/health-benefits/herbs-and-spices/health-benefits-of-garlic.html
Garlic Health Benefits : NaturalFoodBenefits
http://www.naturalfoodbenefits.com/display.asp?CAT=2&ID=45
กระเทียม - The-Than.com
http://www.the-than.com/samonpai/sa_12.html
Garlic / กระเทียม - Food Wiki | Food Network Solution
http://goo.gl/h3yCM3

"HkVogue Thailand" http://buff.ly/1GR2YNk
Contact : Willy Tel. 093 649 2288
email : hkvoguethailand@gmail.com

วันจันทร์ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ประโยชน์ด้านสุขภาพของเมล็ดทานตะวัน Health Benefits of sunflower seeds by LASIK HEALTHY EYES

ขอบคุณภาพประกอบจาก care2.com
ประโยชน์ด้านสุขภาพของเมล็ดทานตะวัน
Health Benefits of sunflower seeds. 

ทานตะวันแบ่งได้เป็น 2 ประเภท ตามลักษณะการใช้ประโยชน์ คือ

1.ประเภทนำเมล็ดมาประกอบอาหาร ในรูปของน้ำมันและแป้ง ทานตะวันประเภทนี้จะมีลักษณะเด่น คือ ลำต้นโตเดี่ยว และให้ดอกได้เพียงดอกเดียว ต่อ 1 ต้น ดอกมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ ครึ่งฟุตหรือมากกว่านี้เล็กน้อย ลำต้นสูงประมาณ 2-3 เมตร ขึ้นอยู่กับชนิดพันธุ์

2.ประเภทใช้เป็นไม้ประดับ ทานตะวันประเภทนี้มีลำต้นเล็ก และมีแขนงแยกออกมาจากลำต้นใหญ่มีดอกเล็กๆ จำนวนมาก จึงทำให้เมล็ดทานตะวันประเภทนี้มีขนาดเล็ก

เมล็ดทานตะวัน  (Sunflower seeds) อุดมไปด้วยวิตามินอี และมีคุณประโยชน์มากมายในการช่วยป้องกันสายตา  โรคตา เช่น โรคต้อกระจก วิตามินอีเป็นที่รู้จักกันว่า เป็นสารต้านการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชัน ให้ผลในการป้องกันการทำลายของเซลล์ และยังช่วยในการปกป้องเยื่อหุ้มเซลล์ ที่อวัยวะต่างๆ เช่น เซลล์ของตา ตับ เพื่อให้ประสิทธิภาพการทำงานและอายุการใช้งานของอวัยวะเหล่านี้นานขึ้น

เมล็ดดอกทานตะวัน รับประทานวันละ 40-60 กรัม จะช่วยให้มีสารแอนตี้ออกซิแดนท์ในปริมาณที่มากพอ เมล็ดดอกทานตะวันในปริมาณ 28 กรัม (2 ช้อนโต๊ะ) ให้พลังงาน 163 แคลอรี กรดไลโนเลอิค 8 กรัม กรดไขมันชนิดอิ่มตัว 1 กรัม เส้นใย 6 กรัม วิตามินบี 1 0.4 มิลลิกรัม และวิตามินอี 11 มิลลิกรัม

เมล็ดทานตะวัน จัดเป็นอาหารสุขภาพชั้นดี มีวิตามินอี และกรดไขมันไลโนเลอิค 

ซึ่งมีประโยชน์มากในการป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจ และโรคมะเร็ง มีวิตามินอีช่วยป้องกันหัวใจวาย วิตามินอียังเป็นแอนตี้ออกซิแดนท์ที่ช่วยป้อง กันมะเร็ง และโรคต้อกระจก

วิตามินอี มีบทบาทสำคัญในการป้องกันโรคตา โดยเฉพาะในทารกคลอดก่อนกำหนด จากการวิจัยพบว่า การขาดวิตามินอีทำให้จอรับภาพของดวงตาเสื่อมได้

กรดไลโนเลอิค หรือ วิตามินเอฟ (กรดไขมันไม่อิ่มตัว) ช่วยลดระดับทั้งคอเลสเตอรอลรวม และคอเลสเตอรอลร้าย (LDL) อันเป็นสาเหตุของหลอดเลือดหัวใจตีบ นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันการแข็งตัวของเกล็ดเลือดอีกด้วย

ข้อมูลเพิ่มเติม :-

Sunflower seeds

Nutrients in Sunflower Seeds 0.25 cup (35.00 grams)
- vitamin E 61.5%
- vitamin B 134.6%
- manganese 34%
- copper 31.5%
- tryptophan 31.2%
- magnesium 28.4%
- selenium 26.5%
- vitamin B6 23.5%
- phosphorus 23.1%
- folate 19.8%
- Calories (204) 11%

Health Benefits

Looking for a health-promoting snack? A handful of sunflower seeds will take care of your hunger, while also enhancing your health by supplying significant amounts of vitamin E, magnesium and selenium.
Thanks English Info From : Sunflower seeds - The World's Healthiest Foods
http://goo.gl/yaCR0n

ข้อมูลเพิ่มเติม :-

Mineral Content
Raw sunflower seeds come packed with essential minerals, and serve as especially rich sources of copper, magnesium and manganese. All three minerals support your metabolism, helping you produce energy to fuel your active lifestyle. Magnesium also supports cell communication, copper nourishes your nervous system and manganese aids in bone development. All adults need 900 micrograms of copper each day, and women need 320 milligrams of magnesium and 1.8 milligrams of manganese, while men need 420 and 2.3 milligrams of magnesium and manganese, respectively. An ounce of raw sunflower seeds contributes 504 micrograms of copper, 91 milligrams of magnesium and 0.54 milligram of manganese toward your daily needs.

Vitamin Content
Add raw sunflower seeds to your diet as a source of water-soluble B-complex vitamins, as well as vitamin E. The B vitamins work together to keep your metabolism healthy, and they also support other essential processes, including nervous system function and red blood vessel development. Raw sunflower seeds provide vitamins B-1, B-3 and B-9. Each ounce of raw seeds also contains 9.9 milligrams of vitamin E, or 66 percent of your recommended daily intake. Vitamin E offers antioxidant protection, which keeps your tissues free of damage, and also promotes healthy cell communication.
Thanks English Info From : The Nutritional Value of Raw Sunflower Seeds : livestrong
http://goo.gl/YcR6n4

ข้อมูลอ้างอิง

"เมล็ดทานตะวัน"อาหารชั้นดี : สสส.
http://www.thaihealth.or.th/healthcontent/article/13268
อาหารบํารุงสายตา : Minebeauty คลับสำหรับผู้หญิง
http://goo.gl/2JdCTj
Sunflower seeds - The World's Healthiest Foods
http://www.whfoods.com/genpage.php?tname=foodspice&dbid=57
ทานตะวัน สีแดง (ดอกสีแดง)
http://www.mixedfarming.net/index.php?mo=3&art=42068508
โภชนาการรักษาโรค เมล็ดทานตะวัน
http://bewty-drink.blogspot.com/2012/05/blog-post_9983.html
Health Benefits Sunflower Seeds Nutrition Facts and Culinary Uses : Hubpages
http://janderson99.hubpages.com/hub/Health-Benefits-Sunflower-Seeds-Nutrition-Facts-and-Culinary-Uses
Earl Mindell's Vitamin Bible

"HkVogue Thailand" http://buff.ly/1GR2YNk
Contact : Willy Tel. 093 649 2288
email : hkvoguethailand@gmail.com

ประโยชน์ของแตงโมช่วยบำรุงสายตา The benefits of watermelon nourish the eyes by LASIK HEALTHY EYES

ขอบคุณภาพประกอบจาก wall.alphacoders.com
ประโยชน์ของแตงโมช่วยบำรุงสายตา
The benefits of watermelon nourish the eyes .

แตงโม ภาษาอังกฤษ : Watermelon ส่วน แตงโมชื่อวิทยาศาสตร์ : Citrullus lanatus (Thunb.) Matsum. & Nakai สำหรับชื่ออื่นๆ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะเรียกว่า “บักโม” ส่วนภาคเหนือจะเรียกว่า “บะเต้า” แต่ถ้าเป็นคนจังหวัดตรังแล้วจะเรียกกันว่า “แตงจีน” เป็นต้น

แตงโมนั้นมีต้นกำเนิดในแถบทวีปแอฟริกาในทะเลทรายคาลาฮารี ซึ่งชาติที่แรกที่ปลูกแตงโมไว้รับประทานนั้นก็คือชาวอียิปต์ (สี่พันกว่าปีมาแล้ว) สำหรับประเทศไทยนั้นการปลูกแตงโมจะมีอยู่ทั่วทุกภาคและปลูกได้ทุกฤดู

แตงโม จัดเป็นพืชในตระกูลเดียวกันกับ แคนตาลูป ฟักทอง แตงกวา ซึ่งนักพฤกษศาสตร์จัดให้อยู่ในวงศ์แตง (Family Cucurbitaceae) เป็นผลไม้ที่มีน้ำประกอบอยู่ในปริมาณมากจึงมีคุณสมบัติเย็น รับประทานแล้วหวานชื่นใจ

สำหรับประโยชน์ของแตงโมเช่น ช่วยลดอาการไข้ คอแห้ง รักษาแผลในปาก เป็นต้น และยังเป็นผลไม้เพื่อสุขภาพอีกด้วยเพราะอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิด อย่างเช่น วิตามินเอ วิตามินซี วิตามินบีรวม แคลเซียม ธาตุเหล็ก แมกนีเซียม โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส เป็นต้น

แตงโม มีสารอีกชนิดหนึ่งที่สำคัญอย่างมากนั่นก็คือ Citrulline (ซิทรูไลน์) ซึ่งจะพบสารนี้ในเปลือกมากกว่าส่วนของเนื้อ ดังนั้นการรับประทานแตงโมที่มีส่วนเปลือกขาวๆติดมาด้วยก็จะเป็นประโยชน์ที่ดีมากกว่าที่จะกินแต่เนื้อสดๆ

สำหรับประโยชน์ของสารนี้ก็คือ จะช่วยขยายเส้นเลือด ดีต่อระบบภูมิคุ้มกันและยังเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับคนที่เป็นโรคเบาหวานและโรคอ้วนอีกด้วย เพราะมีแคลอรีต่ำมาก

ข้อควรระวัง

อย่างไรก็ตามก่อนที่เราจะผ่าแตงโมรับประทานควรจะล้างเปลือกให้สะอาดเสียก่อนเพื่อป้องกันสารพิษตกค้างซึ่งอาจจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้ เพราะแตงโมเป็นพืชที่ถูกรบกวนได้ง่ายจากแมลงศัตรูพืชต่างๆ ชาวสวนจึงนิยมที่จะฉีดยาฆ่าแมลงเป็นปกติ

แต่สำหรับผู้ที่มีกระเพาะ ม้ามไม่แข็งแรง กระเพาะลำไส้อักเสบ หญิงหลังคลอด หลังป่วยหนัก หรือผู้ที่มีอาการปัสสาวะมากและบ่อย มีอาการท้องร่วงง่าย ไม่ควรรับประทานแตงโม

คุณค่าทางโภชนาการของผลแตงโมดิบ (ส่วนที่กินได้) ต่อ 100 กรัม

- พลังงาน 30 kcal 130 kJ
- คาร์โบไฮเดรต 7.55 กรัม
- น้ำตาล 6.2 กรัม
- เส้นใย 0.4 กรัม
- ไขมัน 0.15 กรัม
- โปรตีน 0.16 กรัม
- วิตามินเอ 28 ไมโครกรัม 3%
- วิตามินบี1 0.033 มิลลิกรัม 3%
- วิตามินบี2 0.021 มิลลิกรัม 1%
- วิตามินบี3 0.178 มิลลิกรัม 1%
- วิตามินบี5 0.221 มิลลิกรัม 4%
- วิตามินบี6 0.045 มิลลิกรัม 3%
- กรดโฟลิก 3 ไมโครกรัม 1%
- วิตามินซี 8.1 มิลลิกรัม 14%
- ธาตุแคลเซียม 7 มิลลิกรัม 1%
- ธาตุเหล็ก 0.24 มิลลิกรัม 2%
- ธาตุแมกนีเซียม 10 มิลลิกรัม 3%
- ธาตุฟอสฟอรัส 11 มิลลิกรัม 2%
- ธาตุโพแทสเซียม 112 มิลลิกรัม 2%
- ธาตุสังกะสี 0.10 มิลลิกรัม 1%
% ร้อยละของปริมาณแนะนำที่ร่างกายต้องการในแต่ละวันสำหรับผู้ใหญ่ (ข้อมูลจาก : USDA Nutrient database)

ประโยชน์ของแตงโม

- มีวิตามินเอ ซึ่งมีส่วนช่วยบำรุงสายตา แก้ตาฟาง หน้าที่ของวิตามินเอคือช่วยในการสร้างสารที่ใช้ในการมองเห็น หากขาดจะทำให้มองเห็นได้ยากในเวลากลางคืนหรือในที่แสงสว่างน้อย และทำให้เยื่อบุตาแห้ง กระจกตาเป็นแผล ในกรณีที่ร่างกายขาดวิตามินเออย่างรุนแรงอาจทำให้ตาบอดได้

- วิตามินเอในผลแตงโม มีส่วนช่วยล้างพิษจากอาหารที่เรารับประทานเข้าไปได้ด้วย ใช้รับประทานเป็นผลไม้สด ทำเป็นน้ำผลไม้ดื่มคลายร้อน ลดความร้อนในร่างกาย เป็นผลไม้ที่เหมาะกับผู้ต้องการลดความอ้วนหรือควบคุมน้ำหนักอย่างมาก เพราะมีแคลอรี่ต่ำ ประโยชน์แตงโมช่วยในการควบคุมน้ำหนักไม่ให้น้ำหนักเกิน ป้องกันการสะสมของไขมันที่เป็นอันตรายกับร่างกาย ลดปริมาณไขมันที่จับอยู่ภายในเลือด

- แตงโมยังมีสรรพคุณที่สามารถช่วยป้องกันการติดเชื้อ เพราะจากการดื่มน้ำแตงโมจะช่วยเพิ่มเบต้าแคโรทีน ซึ่งร่างกายสามารถใช้ในการสร้างวิตามินเอ และการมีวิตามินเอมากๆ ก็จะช่วยป้องกันการติดเชื้อได้ แตงโมยังเป็นผลไม้ที่มี citrulline อยู่มาก สารตัวนี้จะไปช่วยในการรักษาแผลให้หายเร็วขึ้น ในการรับประทานแตงโม ควรทานเนื้อของแตงโมด้วย โดยเฉพาะในส่วนที่เป็นเนื้อสีขาวที่อยู่ลึกลงไป แม้รสชาติจะไม่ค่อยหวานแต่มีประโยชน์มากมาย

- แตงโมช่วยลดความอ้วนได้ จากงานวิจัยต่างๆที่ตีพิมพ์ใน วารสารโภชนาการ ของต่างประเทศ “Journal of Nutrition” ได้ให้ข้อมูลว่า กรดอะมิโนในแตงโม ที่มีชื่อว่า “อาร์จินิน (Arginine)” มีอยู่มากมายในเนื้อแตงโม เป็นสารที่ช่วยในการเผาพลาญแคลอรี่ได้  โดยนักวิจัยได้ให้อาหารเสริม Arginine แก่หนูที่มีน้ำหนักเกินเป็นเวลาติดต่อกันกว่าสามเดือน และพบว่ามันช่วยลดปริมาณไขมันในร่างกาย ลูงได้ถึง 64 % ไม่เพียงแค่นั้น ยังช่วยให้เราอิ่มได้ไวขึ้นอีกด้วย

- ทานแตงโมแล้วคลายเครียด แตงโมสามารถช่วยลดความตึงเครียดได้อีกด้วย เพราะโพแทสเซียมในแตงโม จะช่วยควบคุมความดันโลหิต ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย อารมณ์ดีเย็นชื่นใจ เหมาะสำหรับทุกเพศทุกวัย

- แตงโมช่วยทำให้ผิวพรรณดี ให้เราเฉือนแตงโมให้เป็นชิ้นบางๆ พยายามใช้เนื้อที่อยู่วงในสุด (ถ้าใช้เนื้อแตงโมที่อยู่ใกล้เปลือกจะมีความเข้มข้นของกรด) พอได้สักประมาณ 10-15 ชิ้นแล้ว ให้เรานำมาวางที่ผ้าขาวบาง แล้วนำมาปิดลงที่ใบหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 10-15 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด

TIP

วิธีการเลือกซื้อแตงโม

- ควรเลือกแตงโมที่ลักษณะ เปลือกผิวเรียบ ไม่เป็นรอยบุบ หรือช้ำ
- ลองดีดแตงโมจะได้ยินเสียงที่แน่น แปลว่าเนื้อในกรอบ
- สังเกตุที่ขั้วแตงโมจะไม่แห้งมากสีคล้ายคลึงกับผิวแตงโม
- ถ้าเขาผ่าแตงโมให้ดู ควรเลือกที่มีสีแดงเป็นธรรมชาติไม่สดมาก เพราะถ้าสีแดงสดมากใช้สารเร่งสีเยอะ

ข้อมูลเพิ่มเติม :-

Antioxidant carotenoids found in watermelon include significant amounts of beta-carotene. Like lycopene, the beta-carotene in watermelon also increases with ripening.

Red-pink fleshed watermelons typically contain far more lycopene and beta-carotene than yellow-white fleshed varieties. For example, one study we've seen showed red watermelon to contain over 600 micrograms of beta-carotene per 3.5 ounces of melon and over 6,500 micrograms of lycopene. By comparison, yellow-fleshed varieties were found to contain only 5-10 micrograms of beta-carotene and no measurable amount of lycopene. In red/pink-fleshed watermelons as a group, we've seen lycopene amounts that vary widely in a range of approximately 2,000–6,700 micrograms per 3.5 ounces of fresh melon. Beta-carotene in these red/pink-fleshed varieties also varies widely, in a range of approximately 5–325 micrograms. Because watermelon contains so many different phytonutrients—as well as key vitamins and minerals, as well as dietary fiber—your health is going to be improved by any watermelon variety that you choose. However, if you specifically want to maximize your lycopene and beta-carotene intake, you'll most likely want to stick with red/pink-fleshed varieties of watermelon.
Thanks English Info From : Watermelon - The World's Healthiest Foods
http://goo.gl/6SdrUQ

ข้อมูลเพิ่มเติม :-

Citrulline
Citrulline is an amino acid, and within the body it changes over to arginine. A study reported in the Journal of Nutrition for the American Society for Nutritional Sciences states that arginine actually reverses the negative action of the cells (such as developing atherosclerosis) that is brought on by heart disease risk factors such as smoking, obesity, aging and high blood pressure.

Vitamins A and C
Watermelon is also an excellent source of vitamins A (beta-carotene) and C, both antioxidant vitamins. The National Cancer Institute reports that these antioxidants have been found in some studies to prevent cellular damage that can lead to cancer, but that more human studies must be done to confirm this. The institute does, however, recommend eating a diet rich with fruits that contain antioxidants, which would obviously include.
Thanks English Information From : livestrong
http://goo.gl/MgTnkv

ข้อมูลอ้างอิง

วิตามินเอ : จากวิกิพีเดีย
http://goo.gl/j71VfW
แตงโม ผลไม้มีประโยชน์มากกว่าที่เราคิด | สุขภาพไทย.com
http://goo.gl/ldKSAe
กรีนเนอรัลด์ เฮลท์
http://goo.gl/uww5Ij
Watermelon - The World's Healthiest Foods
http://www.whfoods.com/genpage.php?tname=foodspice&dbid=31#healthbenefits
livestrong
http://www.livestrong.com/article/17784-nutritional-value-watermelon/

"HkVogue Thailand" http://buff.ly/1GR2YNk
Contact : Willy Tel. 093 649 2288
email : hkvoguethailand@gmail.com

วันเสาร์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ประโยชน์ของผักหวานบ้าน Benefits of Sweet leaf Bush by LASIK HEALTHY EYES

ขอบคุณภาพประกอบจาก kasetporpeang.com
ประโยชน์ของผักหวานบ้าน (Sweet leaf Bush)
Benefits of Sweet leaf Bush.

ชื่อสมุนไพร ผักหวานบ้าน
ชื่ออื่นๆ ผักหวานใต้ใบ (สตูล) มะยมป่า (ประจวบคีรีขันธ์) ก้านตง ใต้ใบใหญ่ จ๊าผักหวาน ผักหลน (เหนือ)
ชื่อวิทยาศาสตร์ Sauropus androgynus (L.) Merr.
ชื่อพ้อง Sauropus albicans Bl.
ชื่อวงศ์ Euphorbiaceae
ชื่อสามัญ  Star Gooseberry, Sweet leaf Bush

ขอบคุณภาพประกอบจาก foodnetworksolution.com

ผักหวาน เป็นผักที่ใช้ปรุงเป็นอาหารได้หลายชนิด และยังเป็นพืชสมุนไพร มีคุณค่าทางโภชนาการสูง เป็นแหล่งของโปรตีน วิตามินซี (vitamin C) เบตา-แคโรทีนซึ่งช่วยในการมองเห็น บำรุงสายตา และมีสรรพคุณเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant) มีแคลเซียมและฟอสฟอรัสสูง ช่วยบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรงและ มีใยอาหารช่วยในการขับถ่าย

ขอบคุณภาพประกอบจาก phargarden.com

ผักหวานมี 2 ประเภท ดังนี้

1. ผักหวานบ้าน (EUPHORBIACEAE:Sauropus abicans) ลักษณะเป็นไม้พุ่มต้นเล็ก ต้นสูงประมาณ 2-4 ฟุต ใบคล้ายใบมะยม แต่มีนวลขาว บนหน้าใบ ดอกเล็กเป็น ช่อสีแดง ขาว ผลขนาดเล็ก มีสีเขียวอ่อน จานรองผลมีสีแดงเข้มติดห้อยย้อยตามกิ่งใต้ผักหวานบ้านเป็นพืชที่ปลูกง่ายนิยมใช้ต้นอ่อนมาปลูกในสวน ตามพื้นที่ลุ่มต่ำ ริมรั้วบ้านหรือที่ใกล้แหล่งน้ำ

ข้อควรระวัง : การรับประทานผักหวานไม่ควรรับประทานสดๆ เป็นจำนวนมาก เนื่องจากผักหวานบ้านมีสารอัลคาลอยด์ปาปาเวอรีน (papaverine) ซึ่งเป็นพิษต่อปอด และมีรายงานผู้ป่วยที่เป็นโรคที่เนื้อเยื่อปอดถูกทำลายชนิด bronchiolitis obliterans (SABO) syndrome จากการกินผักหวานเป็นจำนวนมากเพื่อต้องการลดน้ำหนัก

2. ผักหวานป่า (OPILLACEAE :Melientha suavis) เป็นผักพื้นบ้านของไทยที่ขึ้นเองตามป่าราบ มีทุกภาคในประเทศไทย ลักษณะเป็นไม้ยืนต้นขนาดย่อมถึงขนาดกลางใบใหญ่ยาวคล้ายใบมะตูมผิวขาวนวล ผลกลม ขนาดเล็ก สีแดง ใบอ่อน ใช้รับประทานได้ เช่น ใบผักหวานบ้าน แต่รสหวานดี และมีราคาแพงกว่าผักหวานบ้าน

ข้อควรระวัง : การบริโภคผักหวานป่าควรปรุงให้สุกเสียก่อน เนื่องจากการบริโภคสดๆ ในปริมาณมากอาจทำให้เกิดการเบื่อเมา เป็นไข้ และอาเจียนได้

การเก็บใบผักหวานป่าไปรับประทาน ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะมีต้นไม้ อีกชนิดหนึ่งเรียกว่า "ต้นเสน" เป็นไม้ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันกับต้นผักหวานมาก ลำต้นออกมีสีหม่นๆ และใบหนากว่ากันเล็กน้อย ใบต้นเสนถ้ารับประทานเข้าไปจะทำให้คลื่นไส้อาเจียน คอแห้ง อ่อนเพลีย หมดสติ ถ้ากำลังน้อย อาจตายได้

ข้อควรระวังในการบริโภคผักหวานป่า 

การบริโภคผักหวานป่าควรปรุงให้สุกเสียก่อน เนื่องจากการบริโภคสดๆ ในปริมาณมากอาจทำให้เกิดการเบื่อเมา เป็นไข้ และอาเจียนได้

คุณค่าทางโภชนาการของผักหวาน

ประโยชน์และคุณค่าทางโภชนาการของผักหวานทั้ง 2 ชนิดคล้ายคลึงกัน จัดเป็นผักที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง เป็นแหล่งของโปรตีน วิตามินซี เบตา-แคโรทีนซึ่งช่วยในการมองเห็น บำรุงสายตา เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ มีแคลเซียม และฟอสฟอรัสสูง ช่วยบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง และมีใยอาหารช่วยในการขับถ่าย

คุณค่าทางโภชนาการ

นอกจากนี้ จากรายงานกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ (กองโภชนาการ 2535) มีการศึกษาคุณค่าทางอาหารของใบ และยอดผักหวานพบว่าใบและยอดผักหวาน 100 กรัม มีทั้งไขมัน ,คาร์โบไฮเดรต , เส้นใย, โปรตีน, วิตามินบี, วิตามินบี 2,  วิตามินซี,  แคลเซี่ยม,  เหล็ก, ฟอสฟอรัส,ไนอาซีน (วิตามินบี 3) และยังมีวิตามินเอ ที่มีประโยชน์กับสายตาสูงถึง 20.503 หน่วยสากล วิตามินเอ เป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน มีความสำคัญต่อร่างกายในด้านการมองเห็น ช่วยบำรุงสายตา และแก้โรคตามัวตอนกลางคืน (Night Blindness)
     
ยอดและใบสดที่รับประทานได้ 100 กรัม ให้พลังงาน 300 กิโลจูล (KJ) ประกอบด้วยสารอาหารสำคัญคือ

- น้ำ 76.6 กรัม
- โปรตีน 8.2 กรัม
- คาร์โบไฮเดรต 10 กรัม
- ใยอาหาร 3.4 กรัม
- เถ้า 1.8 กรัม
- เบตา-แคโรทีน 1.6 มิลลิกรัม
- วิตามินซี (vitamin C) 115 มิลลิกรัม

ประโยชน์ในการประกอบอาหาร

ส่วนของผักหวานบ้าน (Sweet leaf Bush) ที่นำมาใช้ทานเป็นผัก ก็คือ ใบและยอดอ่อน โดยใช้เป็นผักจิ้ม ซึ่งนิยมลวกให้สุกเสียก่อน หรือนำไปแกง เช่น แกงเลียง หรือแกงจืด นอกจากนั้นยังนำไปผัด เช่น ผัดน้ำมันหอย เป็นต้น น่าสังเกตว่า ชนิดอาหารที่ปรุงจากผักหวานบ้าน ไม่ว่าจะเป็นผักจิ้ม แกงเลียง แกงจืด หรือผัดน้ำมันหอย ล้วนแล้วแต่มีเครื่องปรุงแต่งน้อย เพราะรสชาติของผักหวานบ้าน มีรสชาติดีกว่าผักทั่วไป คนไทยปัจจุบันไม่ค่อยได้กรับประทานผักหวานบ้านเหมือนในอดีต เพราะในตลาดไม่ค่อยพบผักหวานบ้านวางขาย ทั้งที่รสชาติของผักหวานบ้านนั้นดีกว่าผักส่วนใหญ่ที่มีขายในท้องตลาดปัจจุบัน โดยเฉพาะคนไทยที่ไม่ชอบอาหารรสจัดน่าจะชอบผักหวานบ้านเป็นพิเศษ

ผักหวานบ้าน ตรงใบและยอดอ่อน จะมีวิตามินเอมากเป็นพิเศษ คือใน ๑๐๐ กรัม มีวิตามินเออยู่สูงถึง ๑๖,๕๙๐ หน่วยสากล (IU) วิตามินเอ เป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน มีความสำคัญต่อร่างกายในด้านการมองเห็น ช่วยบำรุงสายตา และแก้โรคตามัวตอนกลางคืน (Night Blindness)

ผักหวาน ที่เป็นไม้ยืนต้นในจำนวนไม่มากนักที่มีวิตามินเคอยู่ด้วย ซึ่งวิตามินเคนี้มีสรรพคุณในการช่วยให้เลือดแข็งตัวเมื่อมีบาดแผลเลือดออก ช่วยให้ตับทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ทำงานร่วมกับวิตามินดีในการควบคุมระดับแคลเซียมในร่างกาย ช่วยเสริมสร้างเซลล์กระดูกและเนื้อเยื่อไต

โดยทั่วไปแล้วประมาณร้อยละ ๕๐ ของวิตามินเคได้มาจากการสังเคราะห์ของแบคทีเรียในลำไส้ และหากรับประทานอาหารอย่างสมดุล ร่างกายก็จะได้รับวิตามินเคอย่างเพียงพออยู่แล้ว ส่วนที่เหลือได้จากอาหารที่มีวิตามินเค ได้แก่ ผักใบเขียว เช่น บร็อกโคลี่ ผักโขม ผักกาดหอม กะหล่ำปลี ผักหวานบ้าน ตับ นมและผลิตภัณฑ์นม เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ทั้งวิตามินซีและเบตา-แคโรทีน ซึ่งมีอยู่ในผักหวานและแครอทอาจถูกทำลายไปบ้างจากความร้อนในการต้ม ดั้งนั้น เพื่อรักษาคุณค่าทางโภชนาการ จึงไม่ควรใช้เวลาในการต้มผักนานเกินไปและควรรับประทานทันทีหลังปรุงเสร็จใหม่ๆ

ข้อควรระวัง

ใบผักหวานเมา มีลักษณะคล้าย ใบผักหวานมาก ลักษณะแตกต่างที่เห็นชัด คือ
1. ลักษณะช่อดอกของผักหวานซึ่งเป็นดอกแยกเพศ และเป็นช่อดอกคล้ายช่อแยกแขนง
2. ส่วนผักหวานเมานั้นเป็นดอกสมบูรณ์เพศ และช่อดอกกระจะ

หากพบในช่วงที่ไม่มีช่อดอกนั้นสามารถแยกความแตกต่างที่ลักษณะใบได้ดังนี้ 
1. ผักหวานมีปลายใบมนหรือแหลมและแผ่นใบกว้างกว่า
2. ส่วนผักหวานเมานั้นมีปลายใบเรียวแหลมและแผ่นใบแคบกว่า
       
สรุปได้ว่าผักหวานที่สามารถรับประทานได้มีสามชนิด คือ
- ผักหวานมักเรียกกันว่าผักหวานป่า
- ผักหวานบ้านซึ่งพบได้ทั่วไป และ
- ผักหวานป่าหรือผักพูมซึ่งพบเฉพาะในภาคใต้เท่านั้น

ส่วนผักหวานที่มีความเป็นพิษนั้นคือ ผักหวานเมาหรือผักแหวน ซึ่งมีลักษณะคล้ายผักหวานมากแต่สามารถแยกความแตกต่างได้ดังแสดงไว้ในตารางสรุป



ขอบคุณภาพประกอบจาก คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

แหล่งข้อมูล/ข้อมูลอ้างอิง

ผักหวาน : Food Network Solution
http://goo.gl/RhQggB
ผักหวานบ้าน - ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ ม.อุบล
http://www.phargarden.com/main.php?action=viewpage&pid=77
ผักหวาน (Star Gooseberry) - FoodTravel
http://www.foodtravel.tv/recingradientshow_detail.aspx?viewId=275
แกงจืดผักหวาน | ข้อมูลสุขภาพ มูลนิธิหมอชาวบ้าน
http://www.doctor.or.th/article/detail/11228
ข้อควรระวังคือใบผักหวานเมามีลักษณะคล้ายใบผักหวานมาก
ภาควิชาเภสัชพฤกษศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
ศาสตาจารย์ ดร.วงศ์สถิตย์ ฉั่วกุล
http://www.pharmacy.mahidol.ac.th/thai/knowledgeinfo.php?id=145
ผักหวานบ้าน ปลอดสารพิษ : hm-garden
http://goo.gl/KiS4bb
Sweet Leaf Bush ~ Survival Food - Herbs are Special
http://herbsarespecial.com.au/isabells_blog/sweet-leaf-bush-survival-food.html
ผักหวานบ้าน - The-Than.com
http://www.the-than.com/samonpai/P/46.html

"HkVogue Thailand" http://buff.ly/1GR2YNk
Contact : Willy Tel. 093 649 2288
email : hkvoguethailand@gmail.com

วันพฤหัสบดีที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ประโยชน์ของผักกาดขาวปลี Health Benefits of Chinese Cabbage by LASIK HEALTHY EYES

ขอบคุณภาพประกอบจาก parkseed.com
ประโยชน์ของผักกาดขาวปลี
Health Benefits of Chinese Cabbage

ชื่อวิทยาศาสตร์ Brassica pekinensis
ชื่อสามัญ Chinese Cabbage
วงศ์ Cruciferae
ชื่ออื่นๆ ผักกาดขาวปลี แปะฉ่าย แปะฉ่ายลุ้ย

คุณค่าทางอาหาร

ผักกาดขาวมีสารอาหารต่าง ๆ ค่อนข้างครบ เช่น โปรตีน ไขมัน น้ำตาล ที่สำคัญคือ ผักกาดขาวมีแคลเซี่ยมและวิตามินซีในปริมาณสูง ซึ่งแคลเซี่ยมนอกจากจะมีหน้าที่เสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรงแล้ว ยังทำให้กล้ามเนื้อทำงานเป็นปกติ ปัจจุบันยังพบว่า แคลเซี่ยมมีบทบาทในการลดความดันโลหิตสูง และป้องกันมะเร็งในลำไส้อีกด้วย ส่วนวิตามินซีจะมีบทบาทในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน เสริมสร้างความแข็งแรงของผนังหลอดเลือด ป้องกันเลือดออกตามไรฟัน ป้องกันมะเร็ง และกำจัดสารพิษและโลหะหนักให้แก่ร่างกาย

สารสำคัญที่พบ

ในหัวผักกาดขาวสดส่วนที่ใช้เป็นอาหารได้ 100 กรัม
- มีน้ำ 91.7 กรัม
- โปรตีน 0.6 กรัม
- คาร์โบไฮเดรต 5.7 กรัม
- ความร้อน 250,000 แคลอรี่
- เส้นใยหยาบ 0.8 กรัม
- ash (เถ้า) 0.8 กรัม
- คาโรทีน (Carotene) 0.02 มก.
- วิตามินบีหนึ่ง 0.02 มก.
- วิตามินบีสอง 0.04 มก.
- กรดนิโคตินิค (Nicotinic acid) 0.5 มก.
- วิตามินซี 30 มก.
- แคลเซียม 49 มก.
- ฟอสฟอรัส 34 มก.
- ธาตุเหล็ก 0.5 มก.
- โปแตสเซียม 196 มก.
- ซิลิกอน 0.024 มก.
- แมงกานีส 1.26 มก.
- สังกะสี 3.21 มก.
- โมลิบดีนัม 0.125 มก.
- โบรอน 2.07 มก.
- ทองแดง 0.21 มก. นอกจากนี้ยังมี
- กลูโคส (Glucose)
- ซูโครส (Sucross)
- Fructose Coumaric acid,Ferulic acid, Gentisic acid, Phenylpyruvic acid และกรดอะมิโนหลายชนิด

เมล็ด มีไขมัน เช่น Erucic acid, Linolenic acid และ Glycerol sinapate เป็นต้น น้ำมันหอมระเหยที่สำคัญคือ Methyl mercaptan นอกจากนี้ยังมีสารที่ยับยั้งแบคทีเรีย คือ Raphanin

ประโยชน์

ผักกาดขาวยังเป็นผักที่ให้เส้นใย (dietary fiber) สูงมากชนิดหนึ่ง

ก่อนอื่นเรามารู้จักเส้นใยอาหารกันเสียก่อน เส้นใยอาหารเป็นสารที่ไม่ละลายน้ำ แต่จะพองตัวเมื่อมีน้ำ มีความสามารถในการอุ้มน้ำ เพิ่มความหนืด ไม่ถูกย่อย ดูดซับและแลกเปลี่ยนประจุได้จึงป้องกันการเกิดปฏิกิริยาอ๊อกซิเดชั่น จะกำจัดอนุมูลอิสระ 

การอุ้มน้ำได้ดีของเส้นใย จึงเพิ่มปริมาตรกากอาหาร กระตุ้นการเคลื่อนไหวของลำไส้ทำให้กากอาหารอ่อนนุ่ม ถ่ายสะดวก ตำรายาจีนที่แก้ท้องผูกจะเอาผักกาดขาวล้างน้ำให้สะอาดหั่นเป็นชิ้นๆ แล้วผัดกับน้ำมันเกือบสุก จึงเติมซีอิ๊ว น้ำตาลทรายขาว น้ำส้ม น้ำและแป้งสาลีคั่วต่อไปจนสุกดี รับประทานแก้ท้องผูก แต่ถ้าเป็นตำรับแก้ท้องผูกไทย ๆ ก็รับประทานแกงส้มผักกาดขาว ได้เส้นใยจากผักกาดขาว และได้น้ำมะขามจากแกงส้มช่วยในการระบาย

การที่เส้นใยสามารถกำจัดอนุมูลอิสระ และช่วยดึงเอาสารพิษที่อาจปนเปื้อนเข้าไปกับอาหาร ร่วมกับการที่เส้นใยสามารถลดความหมักหมมของกากอาหารในลำไส้ จึงทำให้เส้นใยลดอุบัติการณ์การเป็นมะเร็งในลำไส้ สรรพคุณในการป้องกันมะเร็งในลำไส้

แม้ยังไม่ทราบขนาดที่แน่นอน แต่สหรัฐอเมริกาได้กำหนดให้ชายวัยสูงอายุบริโภคเส้นใยอาหาร 18 กรัมต่อวัน ในวันหนุ่มสาวต้องเพิ่มเป็น 20-25 กรัมต่อวัน การรับประทานเส้นใยอาหารมากกว่านี้ไม่ได้ช่วยลดอัตราเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็ง แต่จะช่วยในแง่สุขภาพด้านอื่น เช่น ช่วยลดอาการท้องผูก เป็นต้น ดังนั้นการรับประทานผักกาดขาวเป็นประจำจะช่วยในการขับถ่าย และป้องกันมะเร็งในลำไส้ได้เป็นอย่างดี

ผักกาดขาวเป็นผักสามัญ ที่มีคุณค่าทางอาหารมากมาย เช่น ผักกาดขาวอุดมไปด้วย โฟเลต ซึ่งเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ในระยะ 3 เดือนแรก ถ้าแม่ได้รับโฟเลตน้อยเกินไป การสร้างระบบประสาทและ DNA ของทารกอาจผิดปรกติได้ นอกจากนี้โฟเลตยังช่วยทำให้เม็ดเลือดแดงแข็งแรงอีกด้วย ผักกาดขาวมีสรรพคุณหลายด้านทั้งช่วยย่อยอาหาร ขับปัสสาวะ แก้ไอ ขับเสมหะ แก้พิษสุรา ส่วนเส้นใยอาหารที่มีอยู่มากในผักกาดขาวยังช่วยให้ผู้ที่ท้องผูกบ่อยๆผ่อนหนักเป็นเบาได้

หัวผักกาดขาว: มีรสเผ็ดหวาน คุณสมบัติเย็น (เป็นหยิน) ช่วยย่อย แก้ไอมีเสมหะ ไม่มีเสียง อาเจียนเป็นโลหิต ท้องเสีย
เมล็ด: มีรสเผ็ดหวาน คุณสมบัติเป็นกลาง แก้ไอมีเสมหะ และหืด ช่วยให้ย่อย ท้องเสีย
ใบ: มีรสเผ็ดขม คุณสมบัติเป็นกลาง ช่วยย่อย เจ็บคอ ท้องเสีย ขับน้ำนม

ข้อควรระวัง

ผู้ที่มีอาการม้ามพร่อง คือ มีอาการท้องอืด แน่น เป็นประจำ กินอาหารแล้วไม่ค่อยย่อย มีแก๊สในกระเพาะอาหารมาก ไม่ควรกิน แต่ถ้ามีอาการท้องอืด แน่น ชั่วคราวเนื่องจากกินอาหารที่ย่อยยาก หรือกินมากเกินไป

หัวผักกาดขาวมี Mustard oil ซึ่งมีรสเผ็ด เมื่อสารนี้รวมกับเอนไซม์ในหัวผักกาดขาว มีฤทธิ์กระตุ้นให้กระเพาะอาหารและลำไส้เคลื่อนไหว ทำให้กินอาหารได้มากขึ้น และยังช่วยย่อยอาหารอีกด้วย ดังนั้นหลังกินอาหารจำพวกเนื้อหรือของมันๆ ควรกินหัวผักกาดขาวสักเล็กน้อย

เนื่องจาก Amylase ในหัวผักกาดขาวไม่ทนต่อความร้อน จะถูกทำลาย ณ อุณหภูมิ 70 องศาเซลเซียส นอกจากนี้วิตามินซีก็ไม่ทนต่อความร้อนสูง ดังนั้นจึงควรกินหัวผักกาดขาวดิบๆ

ข้อมูลเพิ่มเติม :-

Chinese cabbage is an excellent source of vitamin C It is also a good source of Vitamin A. It helps in the improvement of vision and proper growth of teeth. It has a very low calorie content. Chinese cabbage also contains many minerals and it is rich in calcium and potassium. It is a good source of sulfur and as we know Sulfur is one of the elements that increase body heat, so people with cold feet might want to include cabbage in their diet. It is a good source of beta-carotene which is known for its antioxidant properties and helps reduce the risks of many cancer. It helps in regulating blood pressure level.
Thanks English Info From : Chinese Cabbage Benefits
http://www.saviodsilva.net/chinese-cabbage-benefits.htm

ข้อมูลเพิ่มเติม :-

Composition of Chinese cabbage

In 100 g Chinese cabbage are contained 1.5 g protein, 13 calories, 1 g fiber, 0.2 g fat and 2.2 g of carbohydrates.

Chinese cabbage is rich in vitamin A, B and C and the minerals calcium, potassium, iron, phosphorous and magnesium. It contains beta-carotene and vitamin K<
Benefits of Chinese cabbage

Chinese cabbage is a diet vegetable and is very useful in cardiovascular disease. It removes fever and inflammation, infections and sore throats. Regular consumption helps to improve digestion and urination.

It is believed that Chinese cabbage activates the brain and strengthens the kidneys. Helps with coughs and infections of the eyes, and regular consumption of cabbage prevents cancer.

Chinese cabbage can be used for stomach ulcers, vitamin deficiency, anemia and increase immunity. Chinese doctors believe that it purifies the blood and helps n an active and fulfilling lifestyle.

Chinese cabbage is great, especially healthy addition to any diet. It contains very few calories - only 9 in a bowl.

Dangers of Chinese cabbage

Chinese cabbage contains glucosinolates. In small amounts, they are useful, but in large doses- toxic. Milder symptoms of consumption of cabbage may include nausea and dizziness, digestive problems in people who have a weak stomach. Sometimes the side effects of consuming cabbage with improper preparation are unpleasant.
Thanks English Info From : Chinese Cabbage : cook13.com
http://cook13.com/n7-31900-Chinese_Cabbage

ข้อมูลอ้างอิง

ผักกาดขาว - The-Than.com
http://www.the-than.com/samonpai/P/41.html
http://www.the-than.com/samonpai/P/41.html
Chinese Cabbage : cook13.com
http://cook13.com/n7-31900-Chinese_Cabbage
Chinese Cabbage Benefits
http://www.saviodsilva.net/chinese-cabbage-benefits.htm
Dr. Decuypere's Nutrient Charts : Vegetables Chart
http://www.health-alternatives.com/vegetables-nutrition-chart.html
Sight-savers - We list the foods that can keep your eyes healthy : DailyMail
http://www.dailymail.co.uk/health/article-1167487/Sight-savers--We-list-foods-eyes-healthy.html

"HkVogue Thailand" http://buff.ly/1GR2YNk
Contact : Willy Tel. 093 649 2288
email : hkvoguethailand@gmail.com

วันศุกร์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ประโยชน์ทางโภชนาการของกล้วยไข่ Nutritional benefits of Pisang Mas Banana or Golden Banana by LASIK HEALTHY EYE

ขอบคุณภาพประกอบจาก flickriver.com
ประโยชน์ทางโภชนาการของกล้วยไข่
Nutritional benefits of Pisang Mas Banana or Golden Banana

กล้วยไข่ (Pisang Mas Banana : Golden Banana)

กล้วยไข่ เป็นชื่อของผลไม้ชนิดหนึ่งที่อยู่ในตระกูลกล้วย (Musaceae) โดยมีชื่อสามัญว่า Pisang Mas กล้วยชนิดนี้สามารถปลูกได้ทุกภาคของประเทศไทยถือว่าเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญอย่างหนึ่งที่สามารถนำรายได้เข้าประเทศได้

กล้วยไข่มี 2 สายพันธุ์ คือ กล้วยไข่สายพันธุ์กำแพงเพชร และกล้วยไข่สายพันธุ์พระตระบอง สำหรับพันธุ์ที่นิยมปลูกมากที่สุดเพื่อเป็นการค้าคือ สายพันธุ์กำแพงเพชร

1. กล้วยไข่สายพันธุ์กำแพงเพชร ผิวเปลือกผลบาง ผลมีขนาดเล็ก เนื้อมีสีเหลืองรสชาติหวานอร่อย

2.กล้วยไข่สายพันธุ์พระตะบอง รสชาติจะออกหวานอมเปรี้ยว และผลมีขนาดใหญ่กว่ากล้วยไข่สายพันธุ์กำแพงเพชร

สำหรับกล้วยไข่ ซึ่งจังหวัดกำแพงเพชรเป็นแหล่งปลูกที่มีชื่อเสียงของประเทศ และเป็นผลไม้คู่กับเทศกาลสารทไทยด้วย 

จากงานวิจัยของสำนักโภชนาการกรมอนามัย พบว่ามีประโยชน์สูง โดยมีวิตามินอี เบต้าแคโรทีน และวิตามีนซี ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่เป็นสาเหตุของโรคมะเร็ง หรือทำให้เกิดการอักเสบ การทำลายเนื้อเยื่อ รวมทั้งโรคตาต้อกระจกได้

ผลการวิจัยพบว่าในกล้วยไข่ 1 ผล ซึ่งมีน้ำหนักประมาณ 40 กรัม มีเบต้าแคโรทีน 108 ไมโครกรัม มีวิตามินอี 0.19 มิลลิกรัม วิตามินซี 4 มิลลิกรัม และให้พลังงาน 44 กิโลแคลอรี่

วิธีทานกล้วยไข่ แนะนำให้ทานกล้วยไข่แทนข้าวได้ 2 ผล เด็กกินได้ 1-2 ผล จะต้องลดปริมาณข้าวลง เพราะกล้วยไข่ 2 ผลเท่ากับข้าว 1 ทัพพี หากแปรรูปทำเป็นกล้วยไข่อบแห้ง จะต้องไม่ใส่น้ำตาล หากนำไปทอดให้ระวังเรื่องน้ำมัน ส่วนการเชื่อมต้องระวังเรื่องความหวาน โดยเด็กสามารถกินกล้วยฉาบแทนขนมกรุบกรอบได้ เพราะมีประโยชน์มากกว่า

คุณประโยชน์ของกล้วยไข่ : 

กล้วยไข่ 1 ขีด มีเบต้าแคโรทีนมากที่สุดถึง 492 ไมโครกรัม ขณะที่กล้วยน้ำว้ามีเพียง9 ไมโครกรัม นอกจากนี้ยังมีสารต้านอนุมูลอิสระอยู่มาก ซึ่งสารนี้สามารถช่วยชะลอริ้วรอยต่างๆบนใบหน้าของเราได้ดี และยังสามารถชะลอความเสื่อมของเซลล์ ที่สำคัญยังมีฤทธิ์ป้องกันการเกิดเซลล์มะเร็งและ ยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์เนื้อร้ายได้

อีกทั้งกล้วยไข่ยังมีสารอาหารที่น่าสนใจอื่นๆ อีกเช่น เกลือแร่ วิตามินเอ บี2 บี6 และวิตามินซี ซึ่งไม่เฉพาะแต่ผลกล้วยเท่านั้น

ในหัวปลี ยังมีแคลเซียม ธาตุเหล็ก แมกนีเซียม และฟอสฟอรัสซึ่งเป็นประโยชน์ต่อกระดูกและเนื้อเยื่ออย่างมาก

อีกทั้งยังช่วยแก้ปัญหาท้องผูกได้อย่างดี เพราะเนื้อกล้วยไข่มีไฟเบอร์ชนิดไม่ละลายน้ำสูง แต่กล้วยไข่มีน้ำตาลและคาร์โบไฮเดรตอยู่พอสมควร จึงไม่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก นอกจากรับประทานผลสดแล้วยังสามารถนำมาแปรรูปเป็นขนมได้อีกด้วย เช่น กล้วยไข่เชื่อมข้าวเม่าทอดกล้วยไข่ บวชชีกล้วยไข่ ก็รสชาติอร่อยไม่แพ้กันเลย วันนี้จึงอยากแนะนำเพื่อนๆ หันมารับประทานกล้วยไข่กันมากๆ เพื่อสุขภาพ

ข้อมูลเพิ่มเติม :-

คุณค่าทางโภชนาการ

เป็นไม้ผลเขตร้อน ผลสุกนอกจากจะใช้รับประทานเป็นผลไม้แล้ว ยังสามารถนำมาปรุงอาหารคาวหวาน และแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ อาหารแปรรูปชนิดต่างๆ ได้อีกหลายชนิด ใบตองสดสามารถนำไปใช้ห่อของ ทำงานประดิษฐ์ ศิลปะต่างๆ ใบตองแห้งใช้ทำกระทงใส่อาหาร และใช้ห่อผลไม้ ก้านใบและกาบกล้วยแห้งใช้ทำเชือก หัวปลีหรือดอกกล้วยน้ำว้า ยังใช้รับประทานแทนผักได้ดีอีกด้วย

ประโยชน์ต่อสุขภาพ

กล้วยทุกชนิดดีต่อสุขภาพ แต่กล้วยไข่ดีเป็นพิเศษในเรื่องของสาร ต้านอนุมูลอิสระที่เรารู้จักดี คือ เบต้าแคโรทีน โดยธรรมชาติเมื่อเราอายุมากขึ้นหรือเกิน 22 ปีไปแล้ว ความเจริญเติบโตของร่างกายจะเริ่มหยุดชะงัก ความเสื่อมในส่วนต่างๆ ของร่างกายก็เริ่มมาเยือน ช่วงนี้เอง มี 2 สิ่งที่สำคัญเกิดขึ้นในร่างกายเราซึ่งก็คือ เซลล์ในร่างกายทุกเซลล์ก็จะผลิตอนุมูลอิสระมากขึ้น และส่วนที่สองคือ ความสามารถในการซ่อมแซมส่วนสึกหรอของร่างกายจะลดลงเรื่อยๆ พร้อมกันนั้นความสามารถในการจำกัดอนุมูลอิสระ ก็ลดลง ในกล้วยไข่ 1 ขีด มีสารเบต้าแคโรทีนถึง 492 มิลลิกรัม

ข้อมูลเพิ่มเติม :- 

กล้วยไข่ (Pisang Mas Banana) ประกอบด้วยสารอาหารดังนี้

- วิตามินเอ ( Total VitaminA (RE) 82 Ug / 100 G
- เบต้า เคโรทีน ( Betacarotene ) 492 Ug / 100 G
- วิตามินอี ( VitaminE)
- วิตามินบี 1 ( Thiamin ) .03 Mg / 100 G
- วิตามินบี 2 ( Riboflavin ) .05 Mg / 100 G
- ไนอะซิน ( Niacin ) 1.4 Mg / 100 G
- วิตามินซี ( VitaminC ) 2 Mg / 100 G
- พลังงาน ( Energy ) 147 KCAL / 100 G
- น้ำ ( Water ) 62.8 G / 100 G
- โปรตีน ( Protein ) 1.5 G / 100 G
- ไขมัน ( Fat ) .2 G / 100 G
- คาร์โบไฮเดรต ( Carbohydrate ) 34.8 G / 100 G
- ใยอาหาร( กาก ) ( Crude/ Dietar ) 1.9 G / 100 G
- เถ้า ( Ash ) .7 G / 100 G
- แคลเซียม ( Calcium ) 4 Mg / 100 G
- ฟอสฟอรัส ( Phosporus ) 23 Mg / 100 G
- ธาตุเหล็ก ( Iron ) 1 Mg / 100 G
- มีวิตามินเอสูง (RETINOL) ร่างกายปกติ ต้องการวิตามินเอ ประมาณ 1000 ไมโครกรัมต่อวัน ( ในรูปของ Retinol)

**วิตามินเอ RETINOL เป็นวิตามินที่อยู่ในรูปแบบวิตามินอยู่แล้ว (Proformed Vitamin A) หรือเรียกว่า Retinol**

ข้อมูลเพิ่มเติม :-

Health Benefits of Banana

Nutritional facts:  Bananas contain three natural sugars - sucrose, fructose and glucose - combined with fiber. A banana gives an instant, sustained and substantial boost of energy. There are 86 calories in a medium banana

Medicinal & Health Benefits of Banana:

Banana is an effective fruit for health benefits. The mixture of carbohydrates and vitamins present in banana helps an energy increase. The natural fiber in banana also gives to the many health benefits. Here are some important benefits of banana.

Vitamins and Minerals: Banana is high in Vitamin A which is important for development of tissue in eyes and growth of the skin. Vitamin B is also present which help in calming the nervous system.

Eye sight: Prolonged use of banana in daily life can restore the eyesight in person suffering from eye sight problem. It acts as a very good medicine and ensures better eyesight
Thanks English Info From : Saviodsilva : Banana Benefits, Health Benefits of Banana
http://buff.ly/1cs71yD

Bananas

Bananas are elliptically shaped fruits "prepackaged" by Nature, featuring a firm, creamy flesh gift-wrapped inside a thick inedible peel. The banana plant grows 10 to 26 feet in height and belongs to the family Musaceae. Banana fruits grow in clusters of 50 to 150, with individual fruits grouped in bunches, known as "hands," of 10 to 25 bananas.

Bananas abound in hundreds of edible varieties that fall under two distinct species: the sweet banana (Musa sapienta, Musa nana) and the plantain banana (Musa paradisiacal). Sweet bananas vary in size and color.

While we are accustomed to thinking of sweet bananas as having yellow skins, they can also feature red, pink, purple and black tones when ripe. Their flavor and texture range with some varieties being sweet while others have starchier characteristics. In the United States, the most familiar varieties are Big Michael, Martinique and Cavendish. Plantain bananas are usually cooked and considered more like a vegetable due to their starchier qualities; they have a higher beta-carotene concentration than most sweet bananas.
Bananas - The World's Healthiest Foods
http://www.whfoods.com/genpage.php?tname=foodspice&dbid=7

ข้อมูลอ้างอิง

กล้วยไข่ จากวิกิพีเดีย
http://buff.ly/1aMZGug
ผลการวิจัยพบว่าในกล้วยไข่ ที่มา : กระทรวงสาธารณสุข
สสส.http://www.thaihealth.or.th/healthcontent/situations/31078
กินกล้วยเพื่อสุขภาพ : สสส.
http://www.thaihealth.or.th/healthcontent/article/13019
คุณค่าทางโภชนาการและประโยชน์ต่อสุขภาพของกล้วยไข่ - องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร
http://www.mof.or.th/web/agriculture.php?id=64&cat=25
คุณประโยชน์ของกล้วยไข่ - ห้องข่าว
http://www.talaadthai.com/main/newspage.aspx?id=237
สารอาหารในกล้วยไข่ : Vitamin.co.th
http://buff.ly/1cs74dC
เรื่องกล้วยๆ : มูลนิธิหมอชาวบ้าน
http://www.doctor.or.th/article/detail/3678
Banana Benefits, Health Benefits of Banana
http://buff.ly/1cs71yD
Bananas - The World's Healthiest Foods
http://www.whfoods.com/genpage.php?tname=foodspice&dbid=7
วิตามินเอ (RETINOL)
https://sites.google.com/site/vitaminforhealth/home/fat-soluble-vitamins/retinol
Vitamin A กลุ่มเรตินอล (Retinol) : clinicneo
http://www.clinicneo.co.th/detailcolumn.php?grp=7&col_id=252
**Vitamin : student chula**
http://www.student.chula.ac.th/~53370714/Knowledge.html#via

"HkVogue Thailand" http://buff.ly/1GR2YNk
Contact : Willy Tel. 093 649 2288
email : hkvoguethailand@gmail.com

วันพุธที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ประโยชน์หลากหลายของลูกพรุน Various Benefits of Prunes by LASIK HEALTHY EYE

ขอบคุณภาพประกอบจาก : topsten.com
หลากประโยชน์ของลูกพรุน (Prunes)
Various Benefits of Prunes

ลูกพรุน (Prunes)

ลูกพรุน (Prunes) คือ ผลจากการนำลูกพลัมมาตากแห้ง เป็นผลไม้ที่มีสารอาหารที่สำคัญต่อร่างกายเป็นอย่างมาก เป็นที่รู้จักและนิยมนำมารับประทานกันเป็นระยะเวลานาน โดยเฉพาะประเทศในแถบยุโรปและอเมริกาเหนือลักษณะที่นำมารับประทานมีทั้งรับประทานเป็นผลสด นำมาตากแห้ง ทำเป็นน้ำลูกพรุน และนำมาเป็นส่วนประกอบของอาหาร ในปัจจุบันประเทศทางแถบเอเชียให้ความสนใจลูกพรุนมากขึ้นเนื่องจากคุณค่าทางอาหารและประโยชน์ที่ได้รับจากการรับประทานลูกพรุน และผลิตภัณฑ์ต่างๆที่มาจากลูกพรุน

ลูกพรุน มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Prunus domestica วงศ์ Rosaceae  ต้นกำเนิดอยู่ในจีน ญี่ปุ่น อเมริกา และขึ้นได้ดีในอีกหลายประเทศ มีหลายสายพันธุ์ แต่หาซื้อได้ง่าย จะเป็นลูกพรุนสีแดงดำ เมื่อแห้งแล้วจะออกดำ รสชาติอมเปรี้ยวหอมหวานน่ารับประทาน

สรรพคุณของลูกพรุนมีหลายประการดังนี้

- ช่วยบำรุงตาเนื่องจากมี
1.วิตามินอี บำรุงตาในส่วนของจอรับภาพหรือ จอประสาทตา ลดโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นต้อกระจก นอกจากนี้ยังมี
2.วิตามินบี 2 ที่ช่วยบำรุงเส้นประสาทที่เลี้ยงลูกตา ช่วยเสริมประสิทธิภาพการมองเห็น และรรเทาอาการอ่อนล้าของสายตา และ
3.วิตามินเอ ช่วยป้องกันตาบอดกลางคืน (Night Blindness) เพิ่มประสิทธิภาพในการมองเห็น และช่วยรักษาโรคตาได้หลายโรคด้วย (ช่วยสร้างเม็ดสีที่มีคุณสมบัติไวต่อแสงในตา เป็นต้น
- ช่วยบรรเทาอาการปวดศีรษะเนื่องจากลูกพรุนมีวิตามินอีและแร่ธาตุที่ช่วยลดอาการหดเกร็งของกล้ามเนื้อยามเครียด
- ช่วยลดการอักเสบเจ็บปวดต่างๆ
- ช่วยลดปวดประจำเดือนได้เนื่องจากลูกพรุนมีแมกนีเซียมที่ช่วยคุมฮอร์โมนให้ปกติและช่วยบรรเทาอาการปวดได้แต่ต้องรับประทานก่อนปวดประจำเดือนประมาณ 1-2 วัน ฯลฯ

ลูกพรุน อุดมไปด้วยกากใยหรือไฟเบอร์สูงมาก มีคุณสมบัติเป็นยาระบาย บรรเทาอาการท้องผูกได้อย่างปลอดภัยทั้งเด็กและผู้ใหญ่ เป็นประโยชน์ทำให้ขับถ่ายได้คล่อง อีกทั้งลูกพรุนยังช่วยป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้อีกด้วย

ลูกพรุน ช่วยบำรุงเลือดและช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง โดยเฉพาะผู้ป่วยโลหิตจาง และสตรีมีครรภ์ เนื่องจากลูกพรุนมีธาตุเหล็ก แคลเซียมและวิตามินบี 2 ซึ่งธาตุเหล็กเป็นส่วนประกอบที่ใช้ในการสังเคราะห์ฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดงซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีว่าผู้หญิงนั้นในแต่ละเดือนต้องสูญเสียเลือดประจำเดือนไปเท่าไร ธาตุเหล็กจึงมีความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ ที่ขาดไม่ได้

ลูกพรุน มีส่วนช่วยในเรื่องกระดูก เนื่องจากมีผลการศึกษาพบว่าลูกพรุนมีส่วนช่วยให้กระดูกผุช้าลง จากการตรวจเลือดของสตรีที่รับประทานลูกพรุนแห้งวันละ 1 ขีดติดต่อกันเป็นเวลา 3 เดือน พบว่ามีการสร้างกระดูกมากขึ้นได้อย่างชัดเจน

ลูกพรุน ให้ประโยชน์ที่เด่นมากอีกอย่างหนึ่งก็คือ ช่วยชะลอความแก่เนื่องจากมีวิตามินซี และ วิตามินอี ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระโดยจะช่วยทำให้ร่างกายและสมองแก่ตัวช้าลง และมีอัตราการเกิดโรคมะเร็งน้อยลง มีส่วนช่วยในกระบวนการสังเคราะห์เม็ดเลือดแดง ช่วยให้ร่างกายต่อต้านแบคทีเรียได้ดียิ่งขึ้น

และในส่วนของวิตามินอีนั้น ก็ช่วยป้องกันการเกิดปฏิกิริยาของออกซิเจนที่ไม่สมบูรณ์ภายในร่างกาย ช่วยการไหลเวียนของโลหิต ช่วยยืดอายุของเม็ดเลือดแดงทำให้ผิวพรรณเนียนนุ่มชุ่มชื่น ไม่เหี่ยวย่นก่อนวัยอันควร โดยกระทรวงเกษตรแห่งสหรัฐอเมริกาได้เปรียบเทียบผลไม้ที่ช่วยชะลอความแก่จากมากไปหาน้อยพบว่า ลูกพรุนแห้ง จะช่วยชะลอความแก่ได้ดีที่สุดโดยสูงกว่า ลูกเกด บลูเบอรี่ ส้ม เกรปฟรุต แอปเปิ้ล ลูกแพร์ เป็นต้น

สรุปสารอาหารที่สำคัญในลูกพรุน คือ

- ไฟเบอร์ (Fiber)
- โปแตสเซียม (Potassium)
- สารต้นอนุมูลอิสระ (Antioxidants)
- คาร์โบไฮเดรต (Carbohydrates)
- วิตามินซี (Vitamin C)
- วิตามินเอ (Vitamin A)
- วิตามินบี 6 (Vitamin B6)
- ธาตะเหล็ก (Iron)
- เพคติน (Pectin)
- สารอาหารอื่นๆ (Other Nutrients)
และยังมีสารอหารอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ ที่พบ ได้ในลูกพรุน คือ แร่ธาตุ ต่างๆ เช่น ทองแดง (copper) , แคลเซียม (calcium) ฟอสฟอรัส และ แมกนีเซียม (phosphorus and magnesium) เช่นเดียวกับ วิตามิน ต่างๆ เช่น วิตามินบี 1 (thiamine) , วิตามินบี 2 (riboflavin) , โฟเลต (folate) , วิตามินบี 3 (niacin) , วิตามินบี 5 (panthotenic acid) และ วิตามินบีรวม (vitamin b complex)

ข้อมูลเพิ่มเติม :

Dried plums are often called prunes. This fruit may be dehydrated in an oven or in the sun, and they resemble large, black raisins. The leathery skin and moist flesh provide nutritional benefits. Consult your physician before eating dried plums to correct medical issues.

Vitamin A

Consume a serving of dried plums, and you take in 27 percent of the daily recommended intake of vitamin A. This makes dried plums a good choice for eye health – vitamin A fosters good nighttime vision and protects the cornea. The vitamin A in this fruit is also helpful for the immune system in general. Research featured in a 2011 issue of “Vitamins and Hormones” reports that vitamin A may help trigger cell death in potentially dangerous cells.
Thanks English Info From : livestrong
http://www.livestrong.com/article/420197-what-are-the-benefits-of-dried-plums/?utm_source=livestrong_opar&utm_medium=3&LS-2659

ข้อมูลเพิ่มเติม :

Health Benefits of Prunes

Prunes are plums that have been dehydrated to preserve its nutrients longer. There are several health benefits of prunes, which provide excellent sources of fiber, vitamins and minerals and likewise help in the improvement of general well being.

Prunes are dried plums which are basically sweet, chewy, sticky and highly nutritious especially if it has no preservatives. Plums are dehydrated for the purpose preserving all its nutrients at a much longer time. There are therefore numerous health benefits of prunes.
Thanks English Information From : WEB-CLINIC.ORG
http://www.web-clinic.org/Benefits-Of-Prunes.html

ข้อมูลอ้างอิง

บทความรายการวิทยาศาสตร์เพื่อประชาชน : สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา
http://www.uniserv.buu.ac.th/forum2/topic.asp?TOPIC_ID=5477
Prunes : The World's Healthiest Foods
http://www.whfoods.com/genpage.php?tname=foodspice&dbid=103
Prune From Wikipedia
http://en.wikipedia.org/wiki/Prune#Health_effects
What Are The Benefits Of Dried Plums? : livestrong
http://www.livestrong.com/article/420197-what-are-the-benefits-of-dried-plums/?utm_source=livestrong_opar&utm_medium=3&LS-2659
ข้อควรระวัง : สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา
http://www.uniserv.buu.ac.th/forum2/topic.asp?TOPIC_ID=5477
สารอาหารที่สำคัญในลูกพรุน : Web Clinic
http://www.web-clinic.org/Benefits-Of-Prunes.html
Vitamin Bible by Dr. Earl Mindell R.PH., M.PH., PH.D
ข้อควรระวัง : giffarinethailand
http://www.giffarinethailand.com/th/interesting_info.php?nid=103
มารู้จักลูกพรุนกันเถอะ : มีคำตอบ - กูรู
http://guru.google.co.th/guru/thread?tid=032466abe2e883ef

"HkVogue Thailand" http://buff.ly/1GR2YNk
Contact : Willy Tel. 093 649 2288
email : hkvoguethailand@gmail.com

ข้อแนะนำ

ในแต่ละวันควรบริโภคอาหารให้ครบ 5 หมู่ และทานอาหารให้หลากหลาย ไม่รับประทานอาหารซ้ำๆกันทุกวัน เพื่อประโยชน์ต่อร่างกายและมีสุขภาพที่ดี

บทความที่ได้รับความนิยม