แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ดวงตา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ดวงตา แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2556

คุณประโยชน์ของพริกหวาน Benefits of Sweet Peppers

คุณประโยชน์ของพริกหวาน 
Benefits of Sweet Peppers

พริกหวาน ช่วยกระตุ้นทางการทำงานของกระเพาะอาหารทำให้ระบบการย่อยอาหารดีขั้น

พริกหวาน ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Capsicum annuum L. var. longum และมีชื่อสามัญว่า Banana pep per อยู่ในวงศ์  Solanaceae พริกหวานมีรูปทรงเป็นสี่เหลี่ยมถึงหกเหลี่ยม เนื้อหนามีหลายสีทั้ง เขียว แดง เหลือง ส้ม มีรสชาติหวานไม่เผ็ด สามารถรับประทานสดในสลัดหรือนำมาผัดกับผักชนิดต่างๆ เด็กและผู้ใหญ่สามารถรับประทานได้ ด้วยสีสันที่น่ารับประทาน

พริกหวาน ยังอุดมไปด้วยวิตามิน A, B1, B2และ C มีสารแคบไซซิน ช่วยยับยั้งอนุมูลอิสระ ลดความเสี่ยงของการเป็นโรคหลอดเลือด โรคต้อกระจกและโรคมะเร็ง และยังมีเบตาแคโรทีนสูง เหล็ก และโพแทสเซียม ซึ่งพริกหวานสีเหลืองจะมีไวตามินมากกว่าพริกหวานสีส้มถึง 4 เท่า ในพริกสีเขียว 100 กรัมจะมีไวตามินซี 100 กรัมเช่นกัน

สรรพคุณของพริกหวาน ช่วยกระตุ้นทางการทำงานของกระเพาะอาหารทำให้ระบบการย่อยอาหารดีขั้น ช่วยเจริญอาหารบำรุงธาตุ ขับเหงื่อ ขับลม ขับเสมหะ แก้อาเจียน แก้หิด กลากเกลื้อน และสามารถลดความดันโลหิตได้ เพราะทำให้หลอดเลือดอ่อนตัวและช่วยให้ระบบการไหลเวียนของเลือดเป็นไปได้ดี

เมื่อเห็นสรรพคุณของพริกหวานแล้ว อย่าลืมใส่พริกหวานเป็นส่วนประกอบของอาหารในมื้อต่อไปน่ะค่ะ

ขอบคุณข้อมูลจาก : หนังสือพิมพ์พิมพ์ไทยโดย พิทักษ์พงค์
ที่มา : กระทรวงสาธารณสุข

ผลไม้ตระกูลส้ม วิตามินซีที่พบได้ในผักและผล เช่น ส้ม มะเขือเทศ และพริกหวานนั้น สามารถช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดต้อกระจก อีกทั้งช่วยในการไหลเวียนเลือดในดวงตา วิตามินซีในส้มยังสามารถช่วยป้องกันโรคหวัดและนอกจากนี้กากของส้มยังช่วยในเรื่องการขับถ่ายอีกด้วย

ขอบคุณข้อมูลเพิ่มเติมจาก : By Annie Stuart WebMD Feature
http://www.webmd.com/food-recipes/features/health-benefits-of-peppers

Peppers' Top Performers

Whether mild or fiery, peppers are nutrient-dense. They're one of the richest sources of vitamins A and C. Just a cup a day can provide more than 100% of your daily needs.

Go for a variety of colors in peppers to get the biggest bang for your buck. Red bell peppers are a good source of fiber, folate, vitamin K, and the minerals molybdenum and manganese. And, they're especially rich in nutrients and phytochemicals such as:

- Vitamin A, which may help preserve eyesight, and fend off infections
- Vitamin C, which may lower cancer risk and protect against cataracts
- Vitamin B6, which is vital for essential chemical reactions throughout the body, including those involving brain and immune function
- Lutein and zeaxanthin, which may slow the development of eye diseases, such as cataracts or macular degeneration
- Beta-carotene, which may help protect against certain types of cancer, such as breast cancer in women before menopause
- Lycopene, which may decrease the risk for ovarian cancer

วันอังคารที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ใช้คอมพิวเตอร์อย่างไรจึงปลอดภัย How to use a computer?

ใช้คอมพิวเตอร์อย่างไรจึงปลอดภัย 
How to use a computer?

ปัจจุบันคอมพิวเตอร์เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตมนุษย์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งเพื่อประโยชน์ในการทำงาน อำนวยความสะดวก รวมถึงเพื่อความสนุกสนานเพลิดเพลิน อย่างไรก็ตามการใช้คอมพิวเตอร์อาจมีผลเสียต่อสุขภาพของมนุษย์ โดยเฉพาะสุขภาพทางตาที่เรียกว่า โรคตาจากคอมพิวเตอร์ (Computer vision syndrome) คือ ภาวะอาการปวด เคืองตา ภายหลังจากการใช้คอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ปัจจุบันมีผู้มีปัญหาโรคตาจากคอมพิวเตอร์มากขึ้นเรื่อยๆ โดยมักมีปัญหาดังนี้ คือ

1. ปัญหาปวดตาหรือเมื่อยตา เกิดจากการเพ่งใช้สายตาติดต่อกันอย่างยาวนาน ทำให้มีอาการเมื่อยล้าจากการใช้สายตา ข้อแนะนำ คือ ควรมีการหยุดพักสายตาเป็นระยะ โดยทุกๆ 20 ถึง 30 นาที ให้พักสายตาจากจอคอมพิวเตอร์ โดยมองไปบริเวณพื้นที่กว้างหรือนอกหน้าต่าง เพื่อลดการเพ่งของสายตาประมาณ ครึ่งถึงหนึ่งนาที ก่อนกลับมาเริ่มทำงานกับจอคอมพิวเตอร์ต่อไป

2. ปัญหาเคืองตาจากการใช้จอคอมพิวเตอร์ อาจเกิดจากการใช้สมาธิในการทำงาน ทำให้มีการกระพริบตาน้อยกว่าภาวะปกติ ซึ่งควรมีการกระพริบตาประมาณ 10 - 15 ครั้งต่อนาทีเพื่อป้องกันภาวะตาแห้ง  หรือเมื่อรู้สึกเคืองตา แสบตา ให้หลับตาพัก 3-5 วินาที เพื่อให้น้ำหล่อเลี้ยงลูกตาจากเปลือกตาบนด้านในมาฉาบให้ความชุ่มชื้นต่อลูกตา  แต่หากอาการยังไม่ดีขึ้น อาจจำเป็นต้องใช้ยาหยอดตาชนิดน้ำหล่อเลี้ยงลูกตาเทียม เพื่อบรรเทาปัญหาดังกล่าวได้

3. ปัญหาตามัว เป็นปัญหาที่มักพบในเด็กที่มีการใช้คอมพิวเตอร์เพื่อเล่นเกมมากเกินไป แม้ว่าภาวะสายตาสั้น สายตาเอียงหรือสายตายาว ถูกกำหนดมาแล้วโดยธรรมชาติ พฤติกรรมการใช้สายตามีผลน้อยมากหรือไม่มีผลต่อสายตาอย่างถาวร  แต่การปล่อยให้เด็กใช้สายตาเพ่งเกมหรือคอมพิวเตอร์ติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจทำให้เกิดการปวดเมื่อยตา ศีรษะ และทำให้มีการเพ่งตาค้าง เกิดภาวะคล้ายสายตาสั้น คือมองไกลไม่ชัด แต่มักเป็นอยู่เพียงชั่วคราวก็จะกลับสู่ภาวะปกติ ดังนั้นแม้ว่าการเล่นเกมจะไม่ทำให้สายตาสั้นอย่างถาวร แต่ก็ควรแนะนำและอนุญาตให้เด็กเล่นแต่พอเหมาะ เพื่อสุขภาพของตาเด็กเอง

นอกจากนั้น การใช้คอมพิวเตอร์ยังอาจก่อให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับกระดูกและข้อ ควรให้ความสำคัญกับการจัดตำแหน่งการนั่งให้เหมาะสม  การวางข้อมือเพื่อใช้เมาส์ ต้องอยู่ในตำแหน่งที่สบาย และเมาส์มีขนาดไม่เล็กหรือใหญ่จนต้องเกร็งมืออยู่ตลอดเวลา ปัญหาพฤติกรรมในเด็ก อาจทำให้เด็กละเลยการเรียน หรืออาจมีพฤติกรรมที่รุนแรงจากการเล่นเกม ผู้ปกครองจึงควรให้ความสนใจให้เด็กมีความสัมพันธ์กับบุคคลในครอบครัวและโลกแห่งความจริง ซึ่งจะมีส่วนช่วยให้เด็กสามารถเติบโตเป็นผู้ใหญ่ได้อย่างเหมาะสม

ข้อมูลจาก : ราชวิทยาลัยจักษุแพทย์แห่งประเทศไทย
http://www.rcopt.org/news-public-85.html

- หลับตาเพื่อพักสายตา ทุก 1 ชั่วโมง เมื่อใช้สายตามากๆ หรือนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์นานๆ ควรพักมองไปพื้นที่ไกลๆ ทุกครึ่งชั่วโมง
- การอ่านหนังสือ ตาควรห่างจากหนังสือประมาณ 1 ฟุต (หนึ่งไม้บรรทัด) และควรอ่านในพื้นที่ที่มีแสงสว่างเพียงพอ
- การดูโทรทัศน์ควรปรับความสว่างของจอให้พอควร และควรนั่งห่างจากโทรทัศน์ประมาณ 5 เท่าของขนาดจอ (นิ้ว)


วันพฤหัสบดีที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2556

วิธีการใช้ยาหยอดตาอย่างถูกวิธี How To Use Eye Drops Correctly.

วิธีการใช้ยาหยอดตาอย่างถูกวิธี 
How To Use Eye Drops Correctly.

วันนี้เรานำความรู้วิธีการใช้ยาหยอดตาอย่างถูกวิธีมาแนะนำ เพราะดวงตานั้นเป็นส่วนของอวัยวะที่สำคัญที่สุด และเป็นส่วนที่ไวต่อความรู้สึกมากๆ อีกด้วย

หากว่าเราจำเป็นจะต้องใช้ยาหยอดตา ก็ควรจะรู้วิธีการใช้ยาหยอดตา อย่างถูกต้องเพื่อความปลอดภัยของดวงตาที่สดใสของคุณด้วยค่ะ เพราะ ดวงตาเป็นส่วนที่บอบบางและสามารถติดเชื้อโรคและแบคทีเรียได้ง่าย

ดังนั้นการที่จะทำอะไรกับดวงตาได้อย่างถูกวิธีจึงจะเป็นสิ่งที่ปลอดภัยและดีต่อสุขภาพดวงตาของคุณ แต่เมื่อต้องมีการใช้ยาหยอดตาสิ่งที่คุณควรรู้ต่อไปนี้คือ วิธีการใช้ยาหยอดตา อย่างถูกวิธีและถูกต้อง

วิธีการใช้ยาหยอดตา

ยาหยอดตามักมีลักษณะเป็นน้ำยาใสหรือน้ำยาแขวนตะกอนซึ่งเห็นเป็นสีขาวต้องใช้ให้ถูกวิธีเพื่อให้ได้ผลการรักษาเต็มที่

การหยอดตาที่ถูกต้องควรปฏิบัติดังนี้

1. ล้างมือให้สะอาดแล้วเช็ดให้แห้งด้วยผ้าสะอาด
2. แหงนหน้าขึ้น ใช้นิ้วดึงหนังตาล่างลงมา
3. เหลือบตาขึ้นข้างบนแล้วหยอดตาลงในกระพุ้งตาล่างระวังอย่าให้ปลายหลอดถูกส่วนใดส่วนหนึ่งของนัยน์ตา
4. กระพริบตาเบาๆ 1-2 ครั้ง ให้น้ำยากระจายไปทั่วตา
5. ซับน้ำยาที่อาจล้นออกมานอกตาด้วยสำลีแบบแผ่น หรือ แบบก้อน 1 แผ่น/ก้อน ต่อ 1 ครั้ง
และต่อ 1 ข้าง แล้วทิ้งเลย ห้ามใช้ปนกันกับตาทั้งสองข้างโดยเด็ดขาด เพื่อป้องกันการติดเชื้อไปยังตาอีกข้างหนึ่ง ให้ใช้สำลีใหม่ทุกครั้ง
6. ขวดยาที่เปิดใช้แล้วควรเก็บในตู้เย็น (หรือตามใบแนบที่มากับกล่องยาหยอดตานั้นๆ)
7. ไม่ควรใช้ยาที่เปิดขวดแล้วนานเกิน4 สัปดาห์

ข้อควรระวังที่เกี่ยวกับยาหยอดตา

1. เมื่อเปิดขวดแล้วไม่คว่ำฝาขวดลงบนโต๊ะหรือพื้น
2. ใช้เสร็จแล้วรีบปิดฝาทันที
3. ห้ามเอามือถูปลายหลอดยาหยอดตา
4. ถ้ายาเปลี่ยนสีก่อนกำหนด 4 สัปดาห์ให้ทิ้งไปทั้งขวด
5. ถ้าจำเป็นต้องใช้ยาหยอดตา 2 ชนิดในขณะเดียวกันควรเว้นระยะห่างจากการหยอดตาชนิดหนึ่งนาน 5-10 นาทีมิฉะนั้นยาอาจไปทำลายฤทธิ์กันเองหรือทำให้ยาทั้ง 2 ชนิดเจือจางลงไป
6. ในกรณีที่ต้องใช้ยาหยอดตาและยาป้ายตาในเวลาเดียวกันให้ใช้ยาหยอดตาก่อนเว้นช่วงไว้ 5-10 นาที แล้วจึงตามด้วยยาป้ายตา
7. ยาหยอดตาชนิดน้ำยาแขวนตะกอนซึ่งเห็นเป็นสีขาว ควรเขย่าขวดทุกครั้งก่อนหยอดตา
8. ไม่ควรใช้ยาหยอดตาร่วมกับผู้อื่นเพราะแม้ว่าอาการเหมือนกัน แต่อาจไม่ได้เป็นโรคเดียวกัน

หมายเหตุ

1. ในกรณีที่ตามีขี้ตาหรือสิ่งสกปรกควรทำความสะอาดตาก่อน มิฉะนั้นจะทำให้ยาไม่สัมผัสกับดวงตาบริเวณส่วนที่ต้องการทำให้การรักษาไม่ได้ผลเท่าที่ควร
2. โรคเปลือกตาอักเสบหรือเป็นตากุ้งยิง การทำความสะอาดบริเวณเปลือกตาจะทำให้การรักษาได้ผลเร็วขึ้น
3. การใช้ขี้ผึ้งป้ายตา ควรทำความสะอาดเปลือกตาให้สะอาดก่อนป้ายตา

ขอบคุณข้อมูลจาก : ทรูปลูกปัญญาดอทคอม
http://www.trueplookpanya.com/new/cms_detail/knowledge/19253-00/

ข้อมูลเพิ่มเติม WebMD
http://www.webmd.com/eye-health/how-to-use-eyedrops-and-eye-ointment#

ข้อแนะนำ

ยาที่ใช้กับดวงตามีอยู่หลายกลุ่มด้วยกัน โดยส่วนใหญ่จะต้องมีใบสั่งยาจากแพทย์ ดังนั้นก่อนใช้ยาหยอดตาทุกชนิด ควรเข้ารับการตรวจปรึกษาจักษุแพทย์เพื่อวินิจฉัยโรคของตาก่อน และควรปฏิบัติตามคำสั่งแพทย์อย่างเคร่งครัด

วันพุธที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2556

วิตามินที่เป็นประโยชน์สำหรับคนทีมีภาวะสายตาสั้น (Myopia)

วิตามินที่เป็นประโยชน์สำหรับคนทีมีภาวะสายตาสั้น (Myopia)

วิตามินใดบ้างที่เป็นประโยชน์สำหรับคนทีมีภาวะสายตาสั้น (Myopia)

              เซลล์ประสาทตา (Nerve cells) จะไม่เสื่อมลงไปถ้าได้รับการบำรุงที่ดี ดังนั้นเมื่อสายตาสั้น (Myopia) แล้ว จึงไม่จำเป็นที่จะต้องสั้นมากขึ้นเรื่อยๆ เสมอไปนะคะ

             โดยมากเราจะเข้าใจว่าคนที่รับประทานวิตามินเอ เป็นประจำสม่ำเสมอจะมีดวงตาสวย สายตาดี เพราะวิตามินเอเกี่ยวข้องกับสายตาโดยตรงอยู่แล้ว

             แต่ทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้ค้นคว้าพบว่า  วิตามินบี1 และวิตามินอี  มีคุณสมบัติช่วยบำรุงเรื่องตาของคนเราได้เป็นอย่างดี การขาดวิตามินอี ทำให้จอรับภาพของตาเสื่อม การขาดวิตามินบี1 ประสาทที่ทำหน้าที่นำภาพไปสู่สมองก็จะเกิดผิดปกติ มีผลทำให้จอประสาทตาเสื่อม 

               และอาหารที่เป็นแหล่งวิตามินอี และ บี1 ที่ดี ได้แก่ ตับ นม ถั่วลิสง ถั่วต่างๆ ไข่แดง ข้าวซ้อมมือ เต้าหู้ เนื้อหมู งา กระเทียม และสาหร่าย

        รู้อย่างนี้แล้วก็อย่าลืมดูแลสุขภาพตาของคุณๆ ให้ดีนะคะ ดวงตาคู่สวย จะได้เพิ่มความสดใสของชีวิตให้คุณได้นานๆ ค่ะ

ข้อมูลอ้างอิง :
LIVESTRONG.COM

Movement

A deficiency in vitamin B-1, also known as thiamine, might cause eye muscle weakness and trembling called a nystagmus. These movements might range from up and down, side to side or circular wobbling, and the person with the deficiency cannot control these motions. In rare instances, a deficiency in vitamin B-12 might also result in eye movement disorders.

ข้อมูลอ้างอิง :
WebMD

Vitamin E

Vitamin E is key for strong immunity and healthy skin and eyes. In recent years, vitamin E supplements have become popular as antioxidants. These are substances that protect cells from damage.

วันพฤหัสบดีที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ประโยชน์ของมันเทศสีม่วง Benefits of Purple Sweet Potato

ประโยชน์ของมันเทศสีม่วง Benefits of Purple Sweet Potato

        เนื้อมันเทศมีสีม่วงเข้ม เป็นมันเทศที่มีสาร “แอนโทไซยานิน” (Anthocyanin) อยู่สูง ซึ่งเป็นสารที่มีฤทธิ์ในการต่อต้านอนุมูลอิสระ มีส่วนช่วยในการชะลอความเสื่อมของเซลล์ ช่วยลดอัตราเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและเส้นเลือดอุดตันได้

        นอกจากนั้นยังช่วยชะลอความเสื่อมของดวงตา และพบว่าสารชนิดนี้ช่วยยับยั้งเชื้ออีโคไลซึ่งเป็นสาเหตุของโรคท้องร่วง ในธรรมชาติผักและผลไม้ที่มีสารแอนโทไซยานินมากมักจะสีม่วง เช่นองุ่นแดง บลูเบอรี่ ฯลฯ สำหรับพืชหัวจะมีมากในหัวมันเทศเนื้อสีม่วง โดยเฉพาะมันเทศเนื้อสีม่วงจากประเทศญี่ปุ่นได้มีการปรับปรุงสายพันธุ์ได้เนื้อมันเทศที่มีสีม่วงเข้มตลอดทั้งหัว มันเทศ เป็นแหล่งคาโบไฮเดรตชั้นดีที่ให้พลังงานโดยไม่ก่อพิษต่อร่างกายแบบอาหารแปรรูปจากแป้งและน้ำตาลแบบอื่นๆ
       
        ส่วนใบและยอดอ่อนของมันเทศ (Sweet potato) สามารถนำมาปรุงเป็นอาหารได้ และยังมีวิตามินเอ วิตามินซี สารอาหารลูทิน (Lutein) ที่ช่วยบำรุงสายตา ผัดยอดมันเทศเป็นอาหารที่คนมาเลเซียรับประทานกันเป็นประจำ

       ส่วนมันเทศเนื้อสีส้มมีสารเบต้าแคโรทีนสูง ซึ่งช่วยลดอัตราการกลายพันธ์ของเซลล์และทำลายเซลล์มะเร็ง การนำยอดมันเทศมาปรุงอาหารพบว่ามีในประเทศญี่ปุ่น จีน และเกาหลีด้วย

ขอบคุณข้อมูลจาก :
The Oven Farm

ข้อมูลอ้างอิง :
The George Mateljan Foundation
http://www.whfoods.com/genpage.php?tname=foodspice&dbid=64#nutritionalprofile


Nutritional Profile

The orange-flesh sweet potatoes are exceedingly rich in beta-carotene. The purple-flesh varieties are outstanding sources of anthocyanins, especially peonidins and cyanidins. Both types of sweet potatoes are rich in unique phytonutrients, including polysaccharide-related molecules called batatins and batatosides. Sweet potatoes also include storage proteins called sporamins that have unique antioxidant properties. Sweet potatoes are an excellent source of vitamin A (in the form of beta-carotene). They are also a very good source of vitamin C and manganese. In addition, sweet potatoes are a good source of copper, dietary fiber, niacin, vitamin B5, and potassium.


ข้อมูลอ้างอิง :
มันเทศ จากวิกิวิทยาศาสตร์
http://www.sc.mahidol.ac.th/wiki/doku.php?id=มันเทศ

การปลูกมันเทศเนื้อสีม่วง จากประเทศญี่ปุ่น

"มันเทศ เป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในอเมริกาใต้ ค้นพบโดยโคลัมบัส ที่เกาะไฮติ อเมริกากลาง เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2035 หรือประมาณ 500 ปีเศษที่ผ่านมา และจากประวัติศาสตร์มีข้อมูลเพิ่มเติมว่าคนในยุโรปส่วนใหญ่จะรู้จักมันเทศก่อนมันฝรั่งด้วยซ้ำไป คนอังกฤษกินมันเทศตั้งแต่กลางคริสต์ศตวรรษที่ 16 มีตำนานเล่าขานกันว่าพระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 กินมันเทศอบพายทุกวัน ในฐานะอาหารกามเพื่อหวังจะให้ชีวิตรักของพระองค์ดีขึ้น"

มันเทศมีปลูกในอเมริกากลางมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ปัจจุบันก็ยังเป็นอาหารหลักอย่างหนึ่งของชาวแคริบเบียนและสหรัฐอเมริกาตอนใต้ ในทวีปเอเชียก็พบประวัติการปลูกมันเทศมายาวนานไม่แพ้กัน โดยเฉพาะในหมู่ชาวโพลินิเซียนในหมู่เกาะตอนใต้ของมหาสมุทรแปซิฟิก เช่น เกาะตาฮิติ ฟิจิ รวมทั้งประเทศนิวซีแลนด์ ที่สาธารณรัฐประชาชนจีน มันเทศเป็นหนึ่งในอาหารและพืชพันธุ์ที่มาพร้อมกับเรือพ่อค้าฝรั่งในศตวรรษที่ 16-17 ต่อมาในสมัยราชวงศ์ชิง มันเทศได้กลายเป็นอาหารหลักที่สำคัญของคนจีนในสมัยนั้น

ทางด้านคุณค่าทางโภชนาการของมันเทศมีสูงกว่ามันฝรั่งด้วยซ้ำไป ในเนื้อมันเทศนอกจากจะมีปริมาณแป้งสูงแล้ว ยังมีวิตามินและแร่ธาตุมาก มันเทศเนื้อสีส้ม จะมีสารเบต้าแคโรทีนสูงไม่แพ้แครอตและสาหร่ายทะเล

ในขณะที่มันเทศเนื้อสีม่วงจะมีสารแอนโทไซยานินสูง (สารแอนโทไซยานินจะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจได้ และยังทำหน้าที่เป็นตัวล้างพิษและช่วยชะลอความแก่ชราได้) มีข้อมูลว่าในบางประเทศมีการใช้เนื้อมันเทศสีม่วงเป็นคาร์โบไฮเดรตแทนข้าวสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า ทำไม ในปัจจุบันมันเทศเนื้อสีม่วงที่มีวางขายในทั่วโลกจึงมีราคาค่อนข้างแพง ขายถึงผู้บริโภคไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 100 บาท

ข้อมูลเพิ่มเติม :
trueปลูกปัญญา
http://www.trueplookpanya.com/true/webboard_detail.php?postid=353&pageNo=1

ผักสีม่วง สีน้ำเงินมีสารสีแดง หรือม่วง

เรียกว่า แอนโทไซยานิน ( ANTOCYANINS ) เช่นสีม่วง ในดอกอัญชัน กะหล่ำปลีม่วง มะเขือม่วง ชมพู่ม่าเหมี่ยว เผือก  มันเทศสีม่วง ซึ่งสารนี้เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ  นอกจากนี้มีฤทธิ์ในการขยายเส้นเลือดช่วยลดความดันโลหิต และช่วยในการป้องกันฟันผุ

ข้อแนะนำ

ในแต่ละวันควรบริโภคอาหารให้ครบ 5 หมู่ และทานอาหารให้หลากหลาย ไม่รับประทานอาหารซ้ำๆกันทุกวัน เพื่อประโยชน์ต่อร่างกายและมีสุขภาพที่ดี

บทความที่ได้รับความนิยม